Sunday, July 8, 2007

Kawthaung Travel Essay by Nation Writer



"เกาะสอง"

วันเดียวเที่ยวพม่า รสชาติชีวิตไม่ติดหรู นั่งเรือปรับอากาศของอันดามัน คลับฯ ไปขึ้นฝั่งที่ "เกาะสอง" แต่เช้า แดดฝั่งพม่ากับฝั่งไทยไม่รู้ว่าใครร้อนกว่ากัน แต่ตอนนี้เหมือนกำลังถูกย่างทั้งเป็น นี่แค่ช่วงเช้าประมาณเก้าโมงกว่าเองยังขนาดนี้ ถ้าเป็นช่วงบ่ายคิดดูแล้วกันจะร้อนระอุแค่ไหน

พอสองเท้าสัมผัสแผ่นดินพม่า สองตาก็พบกับ ความจอแจของทั้งผู้คนและยวดยาน เกาะสองเป็น จังหวัดใต้สุดของพม่า ขึ้นชื่อในเรื่องอัญมณี ไม้แกะ สลัก และอาหารทะเล สภาพตัวเมืองมีลักษณะเป็นเมืองท่า มีเรือสินค้าและเรือโดยสารจอดเทียบท่า เต็มไปหมด

ชื่อเกาะสอง หรือเกาตอง (KAW THAUNG) ในภาษาพม่า หรือที่ฝรั่งเรียก "วิคเทอเรีย พ้อยส์" แท้จริงแล้วแผ่นดินตรงนี้ไม่ได้เป็นเกาะแต่อย่างใด มี ลักษณะเป็นแหลมมากกว่า แต่ที่เรียกกันติดปากอย่างนี้ก็เพราะใกล้ๆ กันมีเกาะเล็กๆ ขนาบอยู่ แล้วชื่อเกาตองตามภาษาพม่าก็เลยเพี้ยนเป็นเกาะสองนั่นเอง
สำหรับการเดินทางปกติ ก่อนจะมาขึ้นฝั่งพม่าได้ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง จากนั้นเช่าเรือหางยาวเหมาลำๆ ละ ๒๐๐ บาท หรือนั่งเรือโดยสารที่ท่าสะพานปลาฝั่งจังหวัดระนองของไทยก็ได้ ใช้เวลาเพียง ๑๕ นาทีกับค่าเรือแค่ ๔๐ บาทเอง แต่พวกเราเร็วกว่านั้นเยอะ เพราะเริ่มต้นจากเกาะสน (เกาะเศรษฐี) นั่งเรือของโรงแรมมาเลยสะดวกกว่า

สภาพบ้านเรือนบนเกาะสอง ก็อย่างที่เกริ่นแต่แรกว่าจอแจทั้งคนและรถรา วิ่งรถเลนขวาตามแบบ ฉบับอังกฤษ ประเทศที่เคยครอบครองดินแดนแถบนี้ แต่สภาพความเป็นจริงมีลักษณะวิ่งตามใจฉันมากกว่า แต่คนที่นี่ก็ขับขี่เก่งใช่ย่อย หลบเลี่ยงเอาตัวรอดได้เสมอ

เรานั่งรถสองแถวคันเล็กๆ ที่มีเพื่อนไกด์ชาว พม่าเป็นคนนำเที่ยว ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นพนักงานของโรงแรมอันดามัน คลับฯ นั่นแหละ พอดีเจ้าตัวเป็นคนจังหวัดเกาะสองด้วย เลยถือโอกาสยืมตัวมาร่วมทางเสียเลย จะได้เที่ยวเกาะสองอย่างได้รสชาติยังไงล่ะ

เพื่อนไกด์ชาวพม่าคนนี้พูดภาษาไทยคล่องปรื๋อ สำนงสำเนียงได้หมด เขาบอกว่าคนเกาะสองชอบนักท่องเที่ยวคนไทย เพราะคนไทยพูดง่าย เจรจาซื้อขายอะไรก็สบายๆ เขาจึงชอบส่งปลาไปขายฝั่งไทย แล้วที่เหลือก็ส่งออกไปสิงคโปร์ มาเลย์ อินโดฯ อาชีพประมงของคนที่นี่จึงค่อนข้างทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ และที่แน่ๆ ถ้าใช้เงินไทยซื้อของก็มักจะได้รับการต้อนรับอย่างดี ฟังไกด์คนนี้พูดแล้วก็เพลินหู
อึดใจเดียวพาหนะคันเก่งก็วิ่งเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ผ่านชุมชนตลาดร้านค้า แล้วไต่เนินเขาขึ้นมาสู่จุดหมายแรกนั่นคือ พระบรมราชานุสวรีย์บาเยงนอง หรือ "บุเรงนอง" พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของชาวพม่า รูปปั้นสีทองอร่ามตามแบบฉบับนิยมของพม่าตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาไม่สูงมาก หันหน้าไปทางฝั่งไทย เสมือนเป็นการข่มขวัญข้าศึก คนไทยรู้สึกเทิดทูนวีรบุรุษของเราอย่างไร ชาวพม่าเขาก็รู้สึกเทิดทูนวีรบุรุษของเขาไม่แตกต่างกัน

จากจุดนี้ มองไปทางทิศเหนือจะเห็นวัดหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาลิบๆ โดดเด่นด้วยเจดีย์สีทองมอง เห็นสะดุดตา ไกด์บอกว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.๑๙๔๘ เพื่อเฉลิมฉลองจากการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ เจดีย์องค์ประธานชื่อว่า "เจดีย์แห่งความสงบ" หรือ Byi Taw Aye ในภาษาพม่า

นอกจากเจดีย์อันโดดเด่นแล้ว ยังมีพระมหามุณีจำลองให้ได้สักการะด้วย องค์จริงเป็นทองคำประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑเลย์โน่น เป็นพระพุทธรูปที่คนพม่าและชาวพุทธช่วยกันสร้างขึ้นจากแรงศรัทธามาไหว้พระขอพรที่วัดนี้ก็เหมือนกับวัดอื่นๆ ในพม่า คือรับรู้ได้ถึงความสะอาด เงียบ สงบ และ ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าวัด ไม่ว่าอากาศจะร้อน พื้น จะระอุเหมือนไฟลวก ก็ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น

อยู่บนนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์และบรรยากาศตัวเมืองเกาะสองได้ทั่ว ถึงแม้จะเป็นเวลาใกล้เที่ยงที่แดดค่อนข้างแรง แต่ก็พอมีลมเย็นๆ พัดมากระทบเป็นระยะ
พวกเราใช้เวลาชื่นชมความงดงามของเจดีย์แห่งความสงบครู่ใหญ่ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ก่อนกระโดดขึ้นสองแถวคันเดิมไต่ระดับลงเบื้องล่าง ไกด์บอกว่าจะพาไปทานข้าวเที่ยงแล้วเดินซื้อหาของฝากกัน

บ่ายอ่อนๆ หลังจากทานข้าวเที่ยวกันแล้ว ไกด์ก็พาพวกเรามาแวะที่ร้านขายของฝากของที่ระลึก จุดนี้มีร้านค้าเรียงรายตลอดสองข้างทาง ลักษณะก็ไม่ได้ใหญ่โตอหรูหราอะไร เป็นตึกแถวเก่าๆ สไตล์คลาสิก หน้าร้านบางร้านมีป้ายเขียนว่า "Super Market" เก๋ไก๋ดี ภายในอัดแน่นด้วยสินค้ามากมายตั้งแต่ไม้แกะสลัก เสื้อผ้า โสร่ง เครื่องเงิน อัญมณี ฯลฯ และที่แน่ๆ ต้องมีทานาคา เป็นสินค้าเด่นของร้าน
แม่ค้าพม่าส่วนใหญ่พูดภาษาไทยได้คล่อง เวลาซื้อของจึงไม่มีปัญหาเรื่องการต่อรอง ยิ่งถ้าได้ไกด์ท้องถิ่นมาช่วยเจรจาด้วยก็ยิ่งซื้อของได้ถูกลง พอใจก็ซื้อไม่ถูกก็ผ่านไปไม่ว่ากัน

พวกเราเลือกชื้อแต่ของเด่นๆ อย่างแป้งพม่าทานาคา แล้วก็ยาดมสมุนไพรบรรจุกระป๋องเป็นของฝาก ส่วนพวกอัญมณีไม่อยากเสี่ยง เพราะยอมรับว่าดูไม่เป็นจริงๆ กลัวถูกหลอกด้วย กลับถึงบ้านไม่อยากโดนแซวว่าอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาซื้อของปลอมถึงพม่าเลยหรือ แบบนี้ไม่เวิร์คแน่ ได้ของครบทั้งถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง เวลาก็บ่ายคล้อยไล่หลังมาทุกที ออกจากร้านขายของฝากเดินลัดเลาะไปตามซอยเล็กๆ ผ่านร้านขายของทั่วไป สังเกตว่าสินค้าที่วางขายส่วนใหญ่มาจากฝั่งไทยทั้งนั้น มีป้ายและโปสเตอร์โฆษณาภาษาไทยติดประปราย

เวลามาเที่ยวพม่าเตือนกันหน่อย ให้ระวังกระเป๋าสตางค์กันด้วย เพราะจะมีเด็กๆ เดินมาขอเงินกันดื้อๆ อย่าเผลอให้เชียว เพราะคนหนึ่งได้ที่เหลือก็อาจจะเฮกันมาขอเป็นพรวน แล้วเวลาเดินก็ระวังรถราให้ดี เพราะเขาจะไม่หลบเราง่ายๆ เรา ต่างหากที่ต้องหลีกทางให้ ดีไม่ดีหัวร้างค่างแตกไปจะไม่คุ้มเอา

มาเที่ยวเกาะสองครั้งนี้ ได้รสชาติความเป็นพม่ามากๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน สภาพบ้านเรือน โดยเฉพาะผู้คนที่ยังคงเอกลักษณ์ได้ไม่เสื่อมคลาย ผู้ชายส่วนใหญ่ยังนุ่งโสร่ง ส่วนผู้หญิงยังคงประทินผิวด้วยแป้งพม่า "ทานาคา" เต็มสองแก้ม แม้กระทั่งเด็กๆ ก็ได้รับการสืบทอดวัฒนธรรมนี้อย่างง่ายดาย เมืองเล็กๆ อย่างเกาะสอง ถ้าจะใช้เวลาเดินเที่ยวดูโน่นดูนี่จริงๆ แค่ 2-3 ชั่วโมงก็รอบแล้ว ถ้าจะเอาความสะดวกสบาย สวยงามทุกแห่งหน คงต้องบอกกันก่อนว่า...อย่าคาดหวัง !


เอาเป็นว่ามาเที่ยวต่างถิ่นต่างวัฒนธรรม พอเป็นสีสันก็แล้วกัน จะได้มีเรื่องประทับใจกลับไปเล่าให้คนที่บ้านฟัง เพราะอย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าได้มาเที่ยวต่างประเทศนะครับพี่น้อง...อิอิ อุอุ

0 comments:

Template by : kendhin x-template.blogspot.com