Monday, June 30, 2008

The Rise of Oil and the End of Oil Business


ข่าวที่ประเทศซาอุดิอาระเบียจะมาตั้งบริษัทเพื่อปลูกข้าวในประเทศไทย เป็นเรื่องจริงจัง ไม่ใช่เรื่องที่ปลุกกระแสขึ้นมาใช้เล่นงานคู่แข่งในทางการเมือง ไม่ใช่แค่ซาอุฯ เท่านั้นหรอกครับที่อยากเข้ามา ชาติอาหรับทั้งหลายอยากเข้ามาทั้งนั้น แล้วเขาไม่ได้มองแค่เรื่องข้าวเท่านั้น เขาคิดจะเข้ามาในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบเกษตรความแม่นยำสูง และ ฟาร์มอัจฉริยะ เพื่อใช้ผลิตพืชผลเกษตรแบบทันสมัย แล้วขายให้ได้ราคาอย่างน้ำมันด้วย เขามองว่าทรัพยากรน้ำมันใต้ดินของเขานั้นมันไม่จีรัง เงินกำไรที่ได้จากน้ำมันในช่วงนี้ เขาใช้มันทุกบาททุกสตางค์เพื่อพัฒนาประเทศ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ธุรกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานทางเลือก นาโนเทคโนโลยี ปิโตรเคมี การท่องเที่ยว การแพทย์ การศึกษา เขาตั้งใจจะเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก ศูนย์กลางเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก ศูนย์กลางการแพทย์ ศูนย์รวมการศึกษา เงินที่ได้จากน้ำมันตอนนี้ เขาทุ่มเททางนี้หมด จะเห็นว่ามีโปรเจคต์ใหม่ๆ ออกมาเพียบที่ทำให้โลกตะลึง ไม่ว่าจะเป็น Masdar City เมืองพลังงานทางเลือก งานอลังการแนว Geoengineering อย่าง Palm Island ผู้นำของซาอุดิอาระเบียกล่าวว่า ธุรกิจน้ำมันของซาอุฯนั้นมีมูลค่า 1/3 ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงเกินไป เพราะธุรกิจน้ำมันมีลักษณะ Capital-Intensive หรือใช้ทุนเยอะ แต่เกิดการจ้างงานน้อย ธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน จะจ้างงานได้มากกว่าเยอะ ซาอุจึงจำเป็นต้องสร้างธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมันขึ้นมามากๆ เห็นหรือยังครับ ประเทศไทยไม่น่าภูมิใจเลยที่บริษัท ปตท. ของเราติด 500 อันดับของโลก เพราะบริษัทนี้ไม่ได้สร้างงานให้คนไทยนักหรอกครับ เห็นวิสัยทัศน์ประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำมันแล้วก็อึ้ง .......

Read More......

Peak Energies ดอยพลังงาน

โลกในมุมมองของ Value Investor ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 29 มิถุนายน 2551

พฤติกรรม ของกำลังการผลิตของน้ำมันปิโตรเลียมที่กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นในช่วงแรกและ จะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดหลังจากที่แหล่งน้ำมันถูกดูดออกไปใช้ประมาณครึ่ง บ่อ หลังจากนั้นกำลังการผลิตจะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ จนหมดบ่อ ซึ่งเราเรียกกำลังการผลิตที่จุดสูงสุดนี้ว่า Peak Oil นั้น ในความเป็นจริง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะน้ำมันปิโตรเลียม แต่รวมไปถึงพลังงานประเภทอื่นทั้งหมดที่เป็นพลังงานประเภทใช้แล้วหมดไปไม่สามารถผลิตขึ้นใหม่ได้เช่นเดียวกับน้ำมัน ลองมาไล่ดูว่ามีพลังงานอะไรบ้าง

แก๊สธรรมชาติ นี่คือพลังงานที่กำลังมาแรงหลังจากที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผมยังจำได้ว่าในสมัยก่อนเขาต้องจุดไฟเผาทิ้งเวลาที่ขุดเจอน้ำมันแล้วมีแก๊สธรรมชาติผสมมาด้วย ในปัจจุบันดูเหมือนว่าแก๊สธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่มีค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าน้ำมัน การใช้แก๊สธรรมชาติก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าที่จริงในเมืองไทยเรานั้น ในการผลิตไฟฟ้าดูเหมือนว่าเราจะใช้แต่แก๊สธรรมชาติเป็นหลัก เพราะนี่คือสิ่งที่เราค้นพบในบ้านเรา ในระดับโลกเอง แก๊สธรรมชาติก็มีการใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ ปริมาณการใช้ประมาณ 60% ของน้ำมัน อย่างไรก็ตาม แก๊สธรรมชาติเองนั้นก็มีการคาดการณ์กันว่าน่าจะมีกำลังการผลิตใกล้ Peak หรือยอดดอยเหมือนกัน นั่นคือ บางคนบอกว่าภายใน 3-4 ปีนี้ อย่างมากไม่เกิน 13-14 ปี กำลังการผลิตถึงจุดสุดยอดแน่นอน หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ ลดลง เรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะอย่างแหล่งแก๊สของไทยเองก็ดูเหมือนว่าจะมีเวลาหมดภายในเวลา 10 หรือ 20 ปีเหมือนกัน

ถ่านหิน นี่คือแหล่งพลังงานที่ใหญ่มากหรืออาจจะเรียกว่าใหญ่ที่สุด แต่นี่ก็เช่นเดียวกัน มี Peak Coal หรือดอยถ่านหินเช่นกัน เพราะถ่านหินนั้น ในช่วงที่พบหรือเริ่มผลิตแรก ๆ เราสามารถที่จะขุดได้ง่าย แทบจะเรียกว่าตักได้เลยจากพื้น และถ่านหินที่เริ่มมีการขุดชุดแรก ๆ มักจะเป็นถ่านหินคุณภาพดีที่ให้พลังงานสูงและมีเศษเหลือที่ไม่พึงประสงค์น้อยพูดง่าย ๆ เป็นถ่านหินคุณภาพดี หลังจากนั้น พอถึงจุดสุดยอด ถ่านหินที่ขุดง่าย ๆ ก็จะหมดไป จะต้องขุดลึกลงไปเรื่อย ๆ และถ่านหินที่ได้มีคุณภาพแย่ลงเรื่อย ๆ และนี่คือปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิด Peak Coal ในทำนองเดียวกับ Peak Oil สรุปว่า กำลังการผลิตถ่านหินนั้นก็ใกล้ถึงจุดสุดยอด แม้ว่าจะดูว่าสำรองของถ่านหินนั้นมีมหาศาล แต่กำลังการผลิตใกล้ถึงจุดสูงสุด คาดการณ์กันว่าประมาณ 13 ปีข้างหน้าเช่นเดียวกับแก๊สธรรมชาติ

พลังงานนิวเคลียร์สำหรับหลายคนอาจจะบอกว่าเป็นทางออกหลังจากน้ำมันหมดโลก เพราะนอกจากจะเป็นพลังงานที่สะอาดแล้ว มันยังไม่ก่อให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วย แต่นี่ก็เช่นกัน มันจะเกิดจุดที่กำลังการผลิตถึงจุดสูงสุดคือเกิด Peak เหมือนกัน เพราะแร่ยูเรเนียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เหมาะสมนั้นก็กำลังใกล้หมดและราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ การค้นพบก็น้อยลงเรื่อย ๆ และคาดว่าจะเกิด Peak ในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า

พลังงานอีกอย่างหนึ่งที่เริ่มมีการใช้มากขึ้นก็คือ ทรายน้ำมันและหินน้ำมันซึ่งมีมากในแคนาดา การใช้ก็คือ นำมันมาสกัดเพื่อให้ได้น้ำมันดิบออกมา แต่การสกัดน้ำมันจากทรายและหินน้ำมันนั้นใช้พลังงานมหาศาลและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ดังนั้น นี่ก็คงจะทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

นอกจากพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ทางออกที่จะใช้พลังงานที่ผลิตขึ้นใหม่ได้เองก็มีปัญหาในด้านของกำลังการผลิตเช่นกัน ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

พลังน้ำ นี่คือพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนต่าง ๆ นับถึงวันนี้อาจจะพูดได้ว่าเขื่อนใหญ่ ๆ ทั้งหลายในโลกนี้ ถูกสร้างหมดไปแล้วโดยเขื่อนสุดท้ายน่าจะเป็นเขื่อนไตรผาที่เมืองจีน แต่เขื่อนนั้นรวมกันทั้งหมดสามารถให้พลังงานคิดเป็นเพียงประมาณ 2- 3% ของการใช้พลังงานของโลกเท่านั้น

พลังงานที่กำลังร้อนแรงมากหลังจากราคาน้ำมันขึ้นไปสูงก็คือพลังงานชีวภาพ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เอธทานอล ที่เราเอามาผสมเป็นแก๊สโซฮอล หลายคนคิดว่านี่คือทางออกโดยเฉพาะในประเทศของเราที่สามารถปลูกพืชผลได้มากพอที่จะทำเอธทานอลใช้แทนน้ำมันได้ แต่ถ้ามองกันในภาพใหญ่ระดับโลกแล้ว การเอาพืชมาทำเป็นพลังงานนั้น ในทางทฤษฎี อย่างน้อยก็ในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ยังไม่มีเหตุผล เพราะการปลูกพืชนั้นเราต้องใช้พลังงานเช่น ต้องเอารถมาไถหว่าน ต้องใส่ปุ๋ยซึ่งมาจากน้ำมัน ต้องรดน้ำ ต้องเก็บเกี่ยวที่ต้องใช้เครื่องจักร ต้องนำผลิตผลไปส่งที่โรงงาน และในโรงงานก็ต้องใช้พลังงานในกระบวนการผลิต เสร็จแล้วก็ต้องนำเอาเอธทานอลที่ได้ไปส่งที่ปั๊ม คิดแล้ว พลังงานที่ใช้ไปในการผลิตเอธทานอลหนึ่งลิตรนั้น เผลอ ๆ จะมากกว่าพลังงานที่ได้จากเอธทานอลหนึ่งลิตรด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในระยะยาวแล้ว พลังงานจากพืชจึงไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาพลังงานหมดโลก

พลังงานที่ดูเหมือนว่าจะมีมากอย่างไม่จำกัดและมีต้นทุนในการผลิตต่ำมากก็คือ พลังงานแสงแดด พลังงานลม พลังงานจากคลื่นในทะเล และที่น่าสนใจมากก็คือ พลังความร้อนจากใต้ดินลึกลงไปในโลก ปัญหาของพลังงานเหล่านี้ก็คือ การลงทุนสร้างแผงเซลแสงอาทิตย์ การสร้างกังหันลม การสร้างอุปกรณ์ทั้งหลายที่จะมาจับพลังงานเหล่านี้มาใช้นั้น ต้องลงทุนและ “ใช้พลังงาน” มหาศาล เช่นต้องใช้เหล็กซึ่งเหล็กเองต้องใช้พลังงานมาถลุงและอื่น ๆ อีกมาก เหนืออื่นใดก็คือ นับถึงวันนี้ พลังงานในกลุ่มนี้ยังมีการใช้น้อยมากรวมกันแล้วเพียงไม่เกิน 1% ของการใช้พลังงานทั้งโลก ดังนั้น การหวังพึ่งพิงพลังงานจากแหล่งเหล่านี้จึงยังหวังไม่ได้

ข้อสรุป ณ.วันนี้ก็คือ พลังงานของโลกทุกแหล่งน่าจะ Peak หรือมีกำลังการผลิตสูงสุดในช่วงประมาณปี 2020 ถึง 2025 หรืออีกประมาณ 12-17 ปี ข้างหน้า ยกเว้นว่าจะมีพลังงานอะไรใหม่ขึ้นมาในโลก ซึ่งการ Peak นี้ก็อาจจะนำไปสู่การขัดแย้งเพื่อแย่งแหล่งพลังงานกัน หนทางแก้ก็คือ การลดการบริโภคพลังงานลง และการลดการบริโภคที่ดีที่สุดก็คือ ราคาของพลังงานก็ควรจะต้องเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ ยังเป็นเรื่องของการคาดเดาและไม่ได้เป็นการบอกใบ้ว่า ราคาของพลังงานทุกชนิดจะต้องเพิ่มขึ้นหรือหุ้นพลังงานทุกตัวน่าจะดี พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเอธทานอล ผมยังจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน คนบอกว่า ถ้าราคาน้ำมันถึง 40-50 เหรียญต่อบาร์เรล การผลิตเอธทานอลจะคุ้มค่าเพราะต้นทุนของเอธทานอลอยู่ตรงนี้ แต่พอน้ำมันขึ้นไปเป็น 100 เป็น 130 เหรียญ การผลิตเอธทานอลก็ยังไม่เห็นได้กำไรเป็นเรื่องเป็นราว เหตุผลก็คือ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่ม วัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการผลิตเอธทานอลก็ขึ้นตาม อย่าลืมว่า การผลิตเอธทานอลนั้นก็ต้องใช้น้ำมันและพลังงานไม่น้อย

Read More......

Saturday, June 28, 2008

10 วิธีการเล่นอินเตอร์เน็ตให้ปลอดภัย

1. เช็กเครื่องทุกครั้งก่อนออกสตาร์ต
การเช็กเครื่องที่บอกนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเปิดฝาเคสออกแล้วดู ข้างในหรอกนะค่ะ แต่หมายถึง ก่อนที่เราจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกครั้ง สิ่งที่เราต้องหมั่นเช็กทุกครั้งก็คือ โปรแกรมแอนตี้ไวรัสยังทำงานอยู่หรือไม่ รวมถึงโปรแกรมรักษาความปลอดภัยอื่นๆ ที่ได้ติดตั้งไว้ในเครื่องยังคงตรวจหาความผิดปกติเหมือนเดิมรึเปล่า เพราะมีผู้ใช้หลายคนที่ถูกคุมคามหรือโดนโจมตีทันที หลังจากที่เครื่องเชื่อมต่อกับ internet เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากทีเดียว หากระบบความปลอดภัยในเครื่องของคุณอ่อนแอสุดๆ

2. อัพเกรดเว็บ Browser เป็นประจำ

ไม่ ว่าคุณจะใช้ IE, FireFox, Opera, Ntescape หรือเว็บบราวเซอร์ตัวใดก็ตามในการท่องโลก internet สิ่งสำคัญที่คุณควรจดจำไว้ให้มั่นก็คือ หมั่นอัพเกรดโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ทุกครั้งที่มีเวอร์ชั่นใหม่ หรือมีแพชต์ต่างๆออกมา เพราะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยอุดรูรั่วหรือช่องโหว่ที่มาจากโปรแกรม ซึ่งอาจเป็นช่องทางที่ไวรัสหรือแฮกเกอร์จะใช้เจาะเข้ามาบุกโจมตีได้ ถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่ผู้ใช้สามารถสร้างกำแพงป้องกันขึ้นมาได้ด้วยตัว เอง

3. รหัสผ่านของดีที่ควรมี
การ เซตรหัสผ่านก่อนเข้าเครื่อง หรือส่วนใดๆก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาใช้งานเครื่องคอมพ์ หรือเข้าถึงไฟล์ในเครื่องได้โดยง่ายนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเมือ่ใดก็ตามที่คุณออนไลน์อยู่บนโลกของอินเทอร์เน็ต โอกาสที่จะถูกโจมตีอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็มีสูงเช่นกัน ดังนั้น รหัสผ่านพวกนี้แหล่ะค่ะ ที่จะช่วยคุณได้ เพียงแต่ต้องระวังอย่าเก็บรหัสผ่านไว้ในที่ไม่ปลอดภัย หรือตั้งชื่อที่ใครก็สามารถคาดเดาได้โดยง่าย!

4. เล่นเน็ตฟรีระวังของดีถามหา

ใครๆ ก็ชอบของฟรี ยิ่งได้เล่นเน็ตฟรีๆแบบนี้ยิ่งชอบ ใครที่มีโน้ตบุ๊กแล้วมักพกติดตัวไปนั่งในร้านโปรด แล้วเซิร์ฟเน็ตแบบไร้สาย หรือบางคนทีแอบเชื่อมต่อสัญญาณ Wi-Fi ที่ชาวบ้านเขาเปิดทิ้งเอาไว้ แต่ระวังไว้เถอะค่ะ เพราะว่าคุณอาจโดนเล่นงานเอาง่ายๆ เพราะตอนนี้แทบทุกที่ในตัวเมืองจะมีจุดให้บริการเน็ตไร้สายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งก็มีพวกมิจฉาชีพหัวใส แกล้งเปิด Access point เอาไว้ ล่อพวกแมงเม่าที่ชอบของฟรีให้มาติดกับ เพียงแค่คุณเชื่อมต่อเข้าไปยังจุดเชื่อมต่อสัญญาณดังกล่าว บรรดามิ๗ฉาชีพพวกนี้ก็สามารถขโมยข้อมูลจากเครื่องของคุณได้โดยไม่ยากเย็น หรือแม้แต่ฝากของแถมกลับไปยังเครื่องของคุณอีกด้วย!!

5. มันมากับอีเมล์

อี เมล์บอกรักจากแฟนของคุณ อาจทำให้คุณดีใจจนเปิดรับทุกสิ่งที่แนบมากับอีเมล์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเพียงแค่ส่งโทรจันและทูลไำม่กี่ตัวไปยังเครื่องเป้าหมาย จากนั้นก็ขโมยรายชื่ออีเมล์แอดเดรสมา เท่านี้คุณก็สามารถปลอมตัวเป็นใครก็ได้ ภัยออนไลน์แบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เพียงมันเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ และเพิ่มความน่ากลัวขึ้นทุกวัน ดังนั้น ทุกๆอย่างที่คุณเห็นและได้รับมาจากอีเมล์ อย่าเพิ่งตัดสินใจเชื่อทันที เพระานั่นอาจไม่ได้มาจากคนที่คุณรู้จักก็เป็นได้

6. อย่าแซตเพลินจนเผลอเลอ
ใคร ที่ชอบแซต ชอบคุยผ่าน MSN หรือแซตผ่านเว็บก็ตาม ถ้าคุณมัวแต่คุยเพลินจนลืมดูว่ามีสิ่งผิดปกติโผล่มาที่หน้าจอนั้น แบบนี้อันตรายมากๆค่ะ ภัยแอบแฝงที่มากับโปรแกรมแซตก็คือ การซ่อนหน้าต่างโจมตีไว้ด้านหลัง ซึ่งคุณจะไม่เห็นมันเลย ถ้าไม่เลื่อนหน้าต่างโปรแกรมแซตไปด้านล่างหรือย่อหน้าต่างลง วิธีแอบซ่อนเพื่อโจมตีในลักษณะนี้ เป็นการรอให้คุณคลิกเมาส์หรือกดปุ่มบนคีย์บอร์ดเพื่อสั่งให้โปรแกรมแอบแฝงทำ งาน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งไวรัส หรือสคริปต์ประสงค์ร้ายต่างๆ นอกจากโปรแกรมแซตแล้ว ควรระวังการเิปิดดูหน้าเว็บที่ไม่ปลอดภัย เพราะภัยดังกล่าวมักมีที่มาจากเว็บไซต์เหล่านี้ด้วยเช่นกัน

7. ช็อปปิ้งออนไลน์ ถ้าไม่มั่นใจอย่าเสี่ยง
ใคร ก็ตามที่ชื่นชอบการช็อปปิ้งออนไลน์ โดยเฉพาะการสั่งซื้อสินค้าด้วยบัตรเครดิตผ่านระบบออนไลน์แล้ว ต้องระวังอย่างมากที่สุด เพื่อล่อเหยื่อที่เป็นผู้ใช้มือใหม่ให้มาติดกับ การตรวจสอบเองด้วยตาเปล่าอาจทำได้ยาก ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรเสี่ยงที่จะสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่ต้องชำระเงินด้วย บัตรเครดิต ถึงแม้จะเป็นเว็บไซต์ที่คุณใช้บริการอยู่เป็นประจำก็ตามที แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้บริการด้วยวิธีนี้จริงๆ แนะนำว่าอย่าใช้บริการจากร้านอินเตอร์เน็ตนะค่ะ เพราะเราอาจไม่ทราบว่าได้มีการติดตั้งโปรแกรมจับการกดค่าคีย์เอาไว้หรือไม่ และวิธีง่ายๆที่คุณสามารถตรวจสอบได้เองในเบื้องต้น ก็คือดูที่ไอคอนรูปกุญแจตรงมุมขวาของบราวเซอร์ว่ายังปิดล็อกอยู่หรือไม่ รวมทั้งการพิมพ์ URL ทดสอบ โดยให้พิมพ์ URL ของเว็บที่คุณเข้าไปในอีกหน้าต่างหนึ่ง หากหน้าเว็บที่ปรากฎไม่เหมือนเดิมหรือดูแปลกๆไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นหน้าเว็บที่ปลอมขึ้นมา วิธีนี้เป็นการตรวจสอบการปลอมแปลงหน้าเว็บที่ถูกเปลี่ยน URL ในไฟล์ DNS ให้ลิงค์ไปที่หน้าเว็บปลอมแทน!

8. อย่าเปิดเครื่องทิ้งไว้ หลังทำธุรกรรมอนไลน์
สำหรับ ใครที่เข้าไปใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะหรือจากร้านเน็ตคาเฟ่เพื่อทำธุรกรรมทาง อินเทอร์เน็ต ซึ่งจำเป็นต้องมีบัตรเครดิตด้วย เรื่องน่ากลัวมักเกิดขึ้นหลังจากที่คุณทำธุระเสร็จ และเพิ่งลุกออกไปได้ไม่นาน... การกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อทำธุรกรรมออนไลน์นั้น ข้อมูลบางอย่างที่ถูกเก็บไว้ในเครื่อง ซึ่งแฮกเกอร์สามารถขุดคุ้ยข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งถ้าคุุณลุกออกไปโดยไม่ปิเครื่องหรือลืม Log Off จากหน้าต่างที่เข้าไปใช้บริการด้วยแล้ว แบบนี้ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ดังนั้น หลังทำธุรกรรมออนไลน์ทุกครั้งควร Log Off จากหน้าเว็บที่ให้บริการให้เรียบร้อย และสถานที่ที่ไม่ควรเข้าไปใช้บริการแบบนี้ก็คือที่สาธารณะหรือร้านเน็ตนั่น เองค่ะ!

9. หน้าต่าง Error ลวงโลก

วัน ดีคืนดีคุณอาจเจอหน้าต่างแจ้งเตือนจากวินโดวส์ขึ้นมา โดยฟ้องว่ามีการทำงานบางส่วนผิดปกติ ให้ Debug บ้าง หรือกด Yes, No, OK อะไรไปเรื่อย ซึ่งดูแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องปกติที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่เจอกัน แต่จริงๆแล้ว มันมีเรื่องน่ากลัวแฝงอยู่ภายใต้หน้าต่างแจ้งเตือนดังกล่าวด้วยเช่นกัน ภัยมืดที่กำลังพูดถึงก็คือ หน้าต่าง Error ลวงโลก หรือหน้าต่างแจ้งเตือนที่ปลอมขึ้นมาจนเหมือนมากๆ ดังนั้น ถ้าคุณไม่มั่นใจว่าหน้าต่างที่เด้งขึ้นมาเป็นของจริงหรือปลอม แนะนำว่าไม่ควรคลิกหรือกดปุ่มใดๆทั้งนั้น ถึงแม้ว่ามันจะมีเครื่องหมายกากบาทสำหรับปิดหน้าต่างก็ตามที ถ้าคุณเจอกับเหตุการณ์ดังกล่าว สิ่งที่ควรทำก็คือ ตวรจดูว่าโปรแกรมแอนตี้ไวรัสยังทำงานอยู่หรือไม่ ถ้าอยู่ๆไอคอนแอนตี้ไวรัสเป็นสีจาง หรือมีกากบาทเหมือนถูกสั่งให้ถูก Disable แบบนี้กดปิดเครื่องได้เลยค่ะ แต่ถ้าแอนตี้ไวรัสยังทำงานอยู่ ให้สั่งสแกนไปที่ พาธ C:\Document and Setting\[user]\ ก่อนเป็นอันดับแรก และตามด้วย C:\WINDOWS\Temp\Temporary Internet Files

10. หมั่นสแกนเครื่อง อัพเดตแพตซ์โปรแกรม

ข้อ สุดท้ายนี้ทำได้ไม่ยากเลย แต่หลายคนมักลืมหรือละเลย ถ้าคุณติดตั้งโปรแกรมเเอนตี้ไวรัสเวอร์ชึ่นล่าสุด หรือโปรแกรมประเภท Internet Security Suitr เอาไว้ แต่ไม่เคยเข้าไปดูรายละเอียดว่ามันทำงานอะไรได้บ้าง หรือมีการคอนฟิกค่าไว้แบบใดบ้าง แบบนี้ถึงมีโปรแกรมดีดีก็เปล่าประโยชน์ค่ะ เพราะถ้าหากคุณไม่รู้วิธีการตั้งค่าโปรแกรมเหล่านี้ดีพอ ก็อาจทำให้การใช้งานเครื่องคอมของคุณสะดุดเอาง่ายๆ นอกจากนี้ ก็ควรหมั่นเข้าไปยังเว็บไซต์ผู้ผลิตซอร์ฟแวร์ที่คุณใช้บริการด้วย เพราะบ่อยครั้งข้อมูลการแจ้งเตือนก็มาจากหน้าเว็บที่คุณต้องอ่านเอง เพื่อเรียนรู้วิธีการป้องกันตัวเองก่อนที่ภัยต่างๆจะมาถึง ส่วนแพชต์อัพเดคนั้นก็ควรเปิดออโต้ฯเอาไว้ด้วย สำหรับผู้ที่ใช้วินโดวส์ สิ่งที่ควรหมั่นทำเป็นประจำก็คือ การตรวจสุขภาพของระบบปฏิบัติการ ตั้งแต่การสแกนด้วยตัวยูทิลตี้เสริมต่างๆที่มีให้ดาวน์โหลด อย่าลืมตรวจสอบการทำงานของ System Restore ด้วยว่ายังทำงานเป็นปกติดีหรือไม่ เพราะบ่อยครั้งที่รอยรั่วอาจมาจากระบบปฏิบัติการเองที่มีความเสียหายอยู่ ก่อนแล้ว

Read More......

Tuesday, June 24, 2008

ျမန္မာျပည္ စြမ္းအင္ နဲ႔ အစားထုိးေလာင္စာျပသနာ

ေလာင္စာဆီ တစ္ေန႔တစ္ျခား ၾကီးျမင့္လာတဲ့ ဒီကေန႔မွာ အစားထုိးေလာင္စာစြမ္းအင္ သုံးဖုိ႔ ေျပာၾကတာ ပုိၾကားလာေနပါရတယ္။ စြမ္းအင္အျဖစ္ ကြ်န္ေတာ္တုိ႔ အဓိကသုံးစြဲရာျဖစ္တဲ့ ေရနံစိမ္းေစ်းႏွူန္းဟာ မႏွစ္က တစည္ကုိ ၇၀ ေဒၚလာကေန ျပီးေတာ့ အခုလက္႐ွိ ၁၄၀ ေဒၚလာကုိ ခုန္ပံ်ေက်ာ္လြား ေရာက္လာပါျပီ။ (တစ္ခ်ိဳ႔ကေတာ့ ၂၀၀၈ ႏွစ္ကုန္မွာ တစ္စည္ ေဒၚလာ ၂၀၀ ေလာက္အထိ ျဖစ္လာမယ္လုိ႔ မွန္းထားပါတယ္။

အခုလက္႐ွိအေျခအေနမွာ အစားထုိးေလာင္စာ (အဓိက ေရ၊ေန၊ေလ၊ ဘူမိအပူ၊နဲ႕ လယ္ယာစြန္႔ပစ္ပစၥည္း) စြမ္းအင္သုံးဖုိ႔ သင့္ေတာ္ပါျပီလား။ ျမန္မာႏုိင္ငံ လက္႐ွိ အေနအထားအရ တစ္ႏုိင္တစ္ပုိင္ မိသားစု အေနနဲ႔ အိမ္သုံးအတြက္ေတာ့ တြက္ေျခကုိက္ သုံးစြဲဖုိ႔ ခက္ေနပါေသးတယ္။ ပတ္ဝန္းက်င္ အေနအထားက အားသာခ်က္ မရေသးပါဘူး။ (ဒီေဆာင္းပါးမွာ ေန နဲ႔ ေလ စြမ္းအင္အေၾကာင္းကုိပဲ အေလးထားေျပာသြားမွာပါ။ ) အေၾကာင္းေတြက ေတာ့

၁။ အစဦး ရင္းႏီွးျမဳပ္ႏွံမႈ စရိတ္ အရမ္းၾကီးေနပါေသးတယ္။ ကြ်န္ေတာ္တုိ႔ ႏုိင္ငံက ဆုိလာျပားတုိ႔၊ ေလဒလက္တုိ႔ ဝယ္ရတဲ့ႏုိင္ငံဆုိေတာ့ ပုိေစ်းၾကီးတာေပါ့။ တစ္ခ်ိဳ႕ထုပ္လုပ္တဲ့ႏုိင္ငံေတြမွာ အစုီးရက တပ္ဆင္သုံးစြဲ စရိတ္တစ္ခိ်ဳ႕ကုိ ပံ့ပုိးေပးထားပါတယ္။ ကြ်န္ေတာ္တုိ႔ကေတာ့ အကုန္လုံး ကုိယ့္စရိတ္နဲ႔ကုိယ္ ဆုိေတာ့ ေစ်းေပါလာတဲ့အထိ (ေရနံေစ်းနဲ႔ကာမိတဲ့အထိ) ေစာင့္ရအုံးမွာပါ။

ထုိင္းက ျပဳလုပ္တဲ့ Research (၂၀၀၇)အရ စြမ္းအင္ Mass Production ထုပ္လုပ္တဲ့ စရိတ္ကေတာ့ ေရစြမ္းအင္က အေပါဆံုးပါ။ ဒုတိယကေတာ့ သဘာဝဓါတ္ေငြ႔ တာဘုိင္စက္႐ုံပါ။ (သူတုိ႔မွာ ညူကလီးယား စက္႐ုံမ႐ွိေသးတဲ့အတြက္ အဲဒီအတြက္ေတာ့ မေျပာႏုိင္ပါဘူး။ ထုပ္လုပ္မႈစရိတ္က သဘာဝ႐ုပ္ၾကြင္းေလာင္စာသံုး စက္႐ုံေတြထက္ သက္သာပါတယ္။)အၾကမ္းဖ်င္း ကိန္းဂဏန္းအရ လွ်ပ္စစ္ ၁ ယူနစ္ (နာရီကီလုိဝပ္)ထုပ္လုပ္မႈ ကုန္က်စရိတ္က ေတာ့ ထုိင္းဘတ္အေနနဲ႔ ေရ - ၁.၅၊ ဂစ္စ္ ၄.၀၊ ေလ ၈.၀ နဲ႔ ေန က ၁၂.၀ ေလာက္ က်သင့္ပါတယ္။ (ဒီကေန႔ ၁ ဘတ္ကုိ ၃၆ က်ပ္ေလာက္ ေပါက္ေနပါတယ္။)

၂။ သဘာဝစြမ္းအင္ ထုပ္လုပ္ဖို႔ ေရ၊ေျမ အေနအထား အေကာင္းဆုံးမွာ မ႐ွိပါဘူး။ ေလစြမ္းအင္ စီးပြားျဖစ္ ထုပ္လုပ္ေနတဲ့ တစ္ခ်ိဳ႕ ဥေရာပႏုိင္ငံနဲ႔ ႏႈိင္းယွဥ္ရင္ ျမန္မာတစ္ျပည္လုံးရဲ႕ ပ်မ္းမွ်ေလတုိက္ႏႈန္းနဲ႔ တုိက္ခတ္မႈ ပုံစံက ေလစြမ္းအင္အတြက္ အားရစရာ မ႐ွိပါဘူး။ ဆုိလာစြမ္းအင္ အေနနဲ႔ အီေကြတာနဲ႔ နီးလုိ႔ ေနရဲ႕ျပင္းအားေကာင္းေသာ္လည္း မုတ္သုန္ရာသီဥတု ရ႐ွိတဲ့၊ မုီးမ်ားျပီး တီမ္ထူတဲ့ ေအာက္ျမန္မာႏုိင္ငံမွာေတာ့ ေနေရာင္က်ေရာက္ခ်ိန္ နည္းေနျပန္ပါတယ္။ (တကယ္ေတာ့ ကမာၻ မွာ ေနေရာင္ျခည္စြမ္းအင္ထုတ္လုပ္ဖုိ႔ အသင့္ေတာ္ဆုံး ေဒသေတြကေတာ့ ကႏၲာရ ေဒသေတြပါ။ ေနေရာင္က်ေရာက္ခ်ိန္ မ်ားျပီး သာမာန္အားျဖင့္လည္း တစ္ျခားဘာမွလုပ္လုိ႔ မရတဲ့ ေပါမ်ားတဲ့ေျမ ေနရာ ျဖစ္ေနလုိ႔ပါ။)

၃။ Municipal and Government Infrastructure Support ကလည္း သိပ္ Favorable မျဖစ္ေသးပါဘူး။ ဥပမာ တစ္ခု အေနနဲ႔ သူတုိ႔ ဖြံ႔ျဖိဳးျပီး ႏိုင္ငံေတြမွာ သင့္ရဲ႕ ပုိလွ်ံတဲ့ လွ်ပ္စစ္စြမ္းအင္ေတြကုိ နီးစပ္ရာ အစုီးရ၊ ပုဂၢလိက ေတြရဲ႕ မဟာဓါတ္အားလုိင္း ေတြထဲကုိ ပုိ႔ျပီး ေရာင္းလုိ႔ရပါတယ္။ သင့္မွာ ဆုိလာစနစ္႐ွိတယ္ ဆုိပါဆုိ႔။ ေန႔ဘက္မွာ သိပ္အသုံးမ႐ွိတဲ့ အတြက္ ပုိေနပါလိမ့္မယ္။ ညဘက္မွာေတာ့ သင့္ရဲ႕ ဆုိလာျပားက ဘာစြမ္းအင္မွ ထုပ္လုိ႔မရေတာ့ပါဘူး။ အဲဒီအခါမွာ မီးထြန္းဖုိ႔၊ ထမင္းဟင္းခ်က္ ဖုိ႔စြမ္းအင္ကုိ မဟာဓါတ္အားလုိင္းဆီက (သင္ေရာင္းတဲ့ေစ်းထက္ အနည္းငယ္ ျမင့္တဲ့ေစ်းနဲ႔ ျပန္ဝယ္ရပါမယ္။) ျပန္အသုံးခ်ရပါတယ္။ တကယ္လုိ႔ ကြ်န္ေတာ္တုိ႔ ပတ္ဝန္းက်င္မွာ ဒီစနစ္မ႐ွိဘူး ဆုိရင္ေတာ့ စြမ္းအင္ သုိေလာင္တဲ့စနစ္ တစ္ခုကုိ ထပ္ျပီး ရင္းႏွီးျမဳပ္ႏွံရအုံးမွာပါ။ အဲဒါကေတာ့ ဘက္ထရီပါ။(ဒီစရိတ္က ဘက္ထရီ မ႐ွိတဲ့ စနစ္တစ္ခုလုံးစရိတ္ထက္ ၁၀၀ % နီးပါးတက္လာအုန္းတဲ့ အျပင္ အသုံးျပဳမႈ သက္တမ္းကလည္း တုိလာအုန္းမွာပါ။ ဆုိလာျပား သက္တမ္းကေတာ့ ၁၀ ႏွစ္ေလာက္႐ွိတဲ့အတြက္ ျပသာနာ သိပ္မ႐ွိပါဘူး။ ၁၀ ႏွစ္ၾကာတဲ့ အခ်ိန္မွာ ဆီလီကြန္ ဆုိလာျပားေစ်းႏႈန္းကလည္း ေခါက္ခ်ိဳးမက က်သြားမွာပါ။)

၄။ ဝန္ေဆာင္တပ္ဆင္ေပးသူ နဲ႔ သုံးစြဲသူ ရဲ႕ နည္းပညာ ဆုိင္ရာအားနည္းမႈပါ။ ေလဒလက္ တပ္လုိ႔မွ သိပ္မၾကာေသးပါဘူး။ မုတ္သုန္အဝင္ ေလၾကမ္းလုိ႔ စက္ပုိင္းမွာ ဒလက္၊ေမာ္တာနာသြားတာနဲ႔။ လွ်ပ္စစ္ပုိင္းမွာ မီးအဝင္ၾကမ္းျပီး ျပသာနာေပးတာနဲ႔။ ေနစြမ္းအင္ က်ေတာ့လည္း တပ္ဆင္မႈ ေနရာနဲ႔ အေနအထား အေကာင္းဆံုး မရတာ။ ဆုိလာျပား ကုိ ထိမ္းသိမ္းမႈနည္းလို႔ စြမ္းအားျပည္႔ မရတာ။ ဒါက ျပသာနာ တစ္ခ်ိဳ႕ပါ။

ဒါဆုိရင္ ကြ်န္ေတာ္တုိ႔ ရဲ႕ေ႐ြးခ်ယ္စရာ လမ္းက မ႐ွိေတာ့ျပီလား။ အစုိးရရဲ႕ လွ်ပ္စစ္စနစ္က အားထားမရေတာ့ အခုလက္႐ွိေတာ့ တစ္ႏုိင္တစ္ပုိင္ ပုဂၢလိက မီးေပးစနစ္ ပဲ အားကုိးေနရ အုံးမွာပါ။ တစ္ခ်ိဴ႕ေဒသေတြ မွာဆုိ ဒီဇယ္ေစ်းအတုိင္း လွ်ပ္စစ္ေစ်းက ေပါက္ေနတာပါ။ ဒီဇယ္ တစ္လီတာ ၁၂၀၀ က်ပ္ ဆုိရင္ မီးေစ်း တစ္ယူနစ္ ၁၂၀၀ က်ပ္ေပါ့။ တကယ္တမ္း ထုပ္လုပ္မႈ ကုန္က်စရိတ္က(ရင္းႏွီးျမဳပ္ႏွံမႈမပါဘဲ) ဆီေစ်းရဲ႕ တစ္ဝက္ေလာက္ ဘဲ ႐ွိပါတယ္။ (စကားမစပ္ ပုဂၢလိက မီးေပးတဲ့သူကုိပဲ အျမတ္ၾကီးစားတယ္ လုိ႔ ေျပာလုိ႔ မရပါဘူး။ ဒီျပသာနာ ရဲ႕ အဓိက ဇတ္ေကာင္ က အုပ္ခ်ဳပ္သူ ေကာက္႐ုိးပုံ ေစာင့္ေခြးပါ။ ကုိယ္တုိင္လည္း လုပ္မေပးႏုိင္ပါဘူး။ - တကယ္ေတာ့ လုပ္ေပးႏုိင္ပါတယ္။ တစ္ႏွစ္ ေဒၚလာ သန္း ၂၀၀၀ ဂစ္ေရာင္းလို႔ ပုိတဲ့ေငြနဲ႔ ျမန္မာတစ္ျပည္လုံး ေဟာင္းႏြမ္းျပီးသုံးမရေတာ့တဲ့ ဓါတ္အားစနစ္ကုိ ျပန္အဆင့္ျမင့္လုိ႔ရပါတယ္။ ေလာင္စာကလဲ သူတုိ႔ရဲ႕ ဓတ္ေငြ႔ေတြ ေပါမွေပါပါပဲ။ ဒါေပမယ့္ တစ္ကယ္တမ္း ဒီေငြေတြတစ္ဝက္ေလာက္က သူတုိ႔ရဲ႕လုပ္ထားတဲ့ေငြလဲႏႈန္းေစ်းနဲ႔ သူတုိ႔ရဲ႕ ကုိယ္ပုိင္ ေငြစာရင္းထဲကုိ ေရာက္သြားျပီး က်န္တာေတြက တပ္မေတာ္ စရိတ္ကုိ ေရာက္သြားျပန္ေရာ။ - တရားမဝင္ ေဒသ နားလည္မႈနဲ႔ပဲ သူတုိ႔နဲ႔ အလြမ္းသင့္တဲ့ ပုဂၢလိက လုပ္ငန္း႐ွင္ေတြကုိပဲ ပြင့္လင္းတဲ့ ျပိဳင္ဆုိင္မႈ၊ တင္ဒါေတြ မ႐ွိပဲ မီးေပးလုပ္ငန္းကုိ လုပ္ခိုင္းထားတာပါ။ မေရရာမႈနဲ႔ ရင္းႏီွးျမဳပ္ႏွံမႈ စရိတ္ အျမန္ဆုံးျပန္ရေအာင္လုပ္ဖုိ႔ရယ္။ ဒီၾကားထဲမွာ သူတုိ႔ရဲ႕ ႒ာနဆုိင္ရာေတြကုိ အလကားေပးထားတဲ့မီးရယ္၊ လက္ဖက္ရည္ဖုိး - ဒီလက္ဖက္ရည္ဖုိးနဲ႔ပဲ တုိက္ေတြေဆာက္ၾကတာ မနည္းေတာ့ပါဘူး - ေတြေၾကာင့္ ပုဂၢလိက မီးေစ်းက ဒီေလာက္ ျဖစ္ေနတာပါ။

ဒီေတာ့ ေလာေလာဆယ္ ကြ်န္ေတာ္တုိ႔ အေကာင္းဆုံး လုပ္ႏုိင္တာကေတာ့ စြမ္းအင္ေခြ်တာေရး လုပ္ဖုိ႔ပါပဲ။ သင့္ရဲ႕မီးေခ်ာင္းေတြ။ တီဗြီ၊ ေရခဲေသတာၲ ေတြကုိ စြမ္းအင္ Efficiency ပုိ႐ွိတဲ့ ဟာနဲ႔အစားထုိးတာေတြ၊ အသုံးမလုိတဲ့ ေနရာမွာ မလုိအပ္တဲ့ မီးေတြပိတ္ထားဖုိ႔ ဆုိတာေတြ လုပ္ႏုိင္ပါတယ္။

ဒီေလာင္စာ ျပသာနာေၾကာင့္ ကြ်န္ေတာ္တုိ႔ ရဲ႕လူေနမႈစရိတ္။ ေငြေဖာင္းပြမႈေတြ အမ်ားၾကီးလုိက္တက္လာ ဖုိ႔ ႐ွိပါေသးတယ္။ ဘယ္လုိပဲ ျဖစ္ျဖစ္ ဟုိတစ္ေလာက သတင္းစာ ထဲမွာ ပါသလုိ ႏြားနဲ႕ ’မီးထြန္း’ ဖုိ႔ ကုိေတာ့ မစဥ္းစားၾကပါနဲ႔။ ဒါဆုိရင္ေတာ့ ေနာက္ဆုံးမွာ သင္ကုိယ္တုိင္ ဝင္ျပီး ႏြားဝင္လုပ္ေနရမွာပါ။ :)

Read More......

လူကုန္ကူးမႈ၌ ပါ၀င္သည္ဟု သံသယရွိသူမ်ား ေကာ့ေသာင္းတြင္ ဖမ္းဆီးခံရ

ေက်ာ္ထင္/ ၂၃ ဇြန္ ၂၀၀၈
ၿပီးခဲ့သည့္ဧၿပီလက ထုိင္းႏုိင္ငံေတာင္ပုိင္း၊ ဖူးခက္သုိ႔အသြား အေအးခန္းကားေပၚတြင္ ျမန္မာ ႏုိင္ငံသား (၅၄) ဦး ေလမြန္းက်ပ္ၿပီး ေသဆုံးၿပီး ေနာက္ပုိင္း ေကာ့ေသာင္းမွ လူကုန္ကူးမႈႏွင့္ ပတ္သက္ေနသူမ်ားကုိ ၿပီးခဲ့သည့္ လကုန္ပုိင္းမွစ၍ ဆက္တုိက္ ဖမ္းဆီးလ်က္ ရွိသည္။

လက္ရွိအခ်ိန္ထိ တည္းခုိခန္းပုိင္ရွင္မ်ား၊ ေငြလႊဲလုပ္ငန္းလုပ္ကုိင္သူမ်ားႏွင့္ ဆုိင္ကယ္တကၠစီ သမားမ်ားအပါအ၀င္ လူကယ္ရီဟု ယူဆရသူ (၃၀) ေက်ာ္ကုိ ၾကပ္ေျပးေနျပည္ေတာ္မွ တုိက္႐ုိက္ ဆင္းလာသည့္ အထူးစုံစမ္းစစ္ေဆးေရး (အက္စ္ဘီ) မွ ေခၚယူ စစ္ေဆးေနေၾကာင္း နယ္ျခား ေကာ္မတီႏွင့္နီးစပ္သည့္ ေကာ့ေသာင္းမွ ျမန္မာကုန္သည္ႀကီးတဦးက ေျပာသည္။

၎က “တခ်ိဳ႕ကလည္း ေငြလႊဲနဲ႔ပတ္သက္တယ္။ တခ်ိဳ႕က ပက္ေကခ်္႕နဲ႔ပတ္သက္တယ္။ တခ်ိဳ႕က တည္းခုိခန္းတုိ႔၊ ဆိုင္ကယ္နဲ႔ ပု႔ိတာတုိ႔ေပါ့။ အဲဒီလုပ္ငန္းကလည္း တၿမိဳ႕လုံးလိုလုိ တခုမဟုတ္တခုနဲ႔ပတ္သက္ေနေတာ့ အဆြဲခံရမလားဆုိၿပီး ေရွာင္တဲ့သူလည္း ေတာ္ေတာ္ မ်ားတယ္။ အရင္ ေကာ့ေသာင္းက အက္စဘီေဟာင္းျဖစ္တဲ့ ဦးေသာင္းေအး၊ သူ႔ကုိ ဘာသာ ျပန္ေပးေနတဲ့ ဦးေအာင္ တို႔ဆုိတာ တုိက္႐ုိက္ကုိပတ္သက္ေနတယ္ေလ။ အဲလုိ လူေတြက ပထမေတာ့ ဆႏၵခံယူပြဲအမီ ေကာ့ေသာင္းျပန္လာပါမယ္ဆုိၿပီးမွ လုံး၀မလာရဲေတာ့ဘူးေလ” ဟု ေျပာသည္။

ေစာေစာပုိင္းက နယ္ေျမခံရဲ၊ စစ္တပ္ႏွင့္ လူ၀င္မႈႀကီးၾကပ္ေရးကဲ့သုိ႔ အစုိးရ၀န္ထမ္းမ်ားလည္း လူကုန္ကူးမႈမ်ားတြင္ တနည္းမဟုတ္ တနည္း ပါ၀င္ပတ္သက္သည္ဟု သတင္းမ်ားထြက္ ေပၚခဲ့ေသာ္လည္း လက္ရွိအခ်ိန္ထိ ၎တုိ႔အား ေခၚယူစစ္ေဆးျခင္းမရွိေသးေပ။

“အခုအေရးယူတဲ့အထဲ ၀န္ထမ္းေတြတေယာက္မွမပါဘူး။ ၀န္ထမ္းက ေမးစရာကုိမလိုဘူး၊ လုံး၀ကုိ ပါ၀င္ပတ္သက္ေနတာ။ ဒါေပမယ့္ ဒီလူေတြက နည္းနည္းလည္တယ္ဗ်၊ ထုိင္းကုိ ကယ္ရီေတြနဲ႔ ၀င္မယ္ဆုိတာသိသိနဲ႔ အိိမ္ေထာင္စု စာရင္းပါၿပီး ေဘာင္၀င္ေနတယ္ဆုိရင္ နည္းနည္းပါးပါးယူၿပီး လုပ္ေပးလုိက္တာပဲ” ဟု ေျပာသည္။

ေကာ့ေသာင္းသို႔ ေရာက္လာသူမ်ားသည္ ၎တို႔သြားေရာက္မည့္ ေဒသခံမ်ားထံမွ ေနရပ္ လိပ္စာအျပည့္အစုံ သန္းေကာင္စာရင္း (ပုံစံ-၁၀) စသည္တို႔ ျပသႏိုင္မွသာ ၿမိဳ႕တြင္းသို႔ ၀င္ေရာက္ခြင့္ရၾကသည္။

ေကာ့ေသာင္းမွ ၿမိဳ႕မ်က္ႏွာဖုံးတဦးျဖစ္သူ ေရႊကမၻာတည္းခုိခန္းပုိင္ရွင္ ဦး၀င္းႏုိင္သည္ ျမန္မာ ႏုိင္ငံသား (၅၄) ဦး ေသမႈမ်ား ျဖစ္ပြားၿပီးေနာက္ ထိုိင္းဘက္ကမ္းသုိ႔ သြားေရာက္တိမ္းေရွာင္ ေနရာမွ ဇြန္လ (၃) ေန႔က လာေရာက္ဖမ္းဆီးခံခဲ့ၿပီး ၎၏ဇနီးမွာ အခင္းျဖစ္ပြားၿပီး ရက္ပုိင္း အတြင္း ဖမ္းဆီးခံခဲ့ရေၾကာင္း သိရသည္။

လက္ရွိလည္း ရေနာင္းတြင္ တိမ္းေရွာင္ေနသူအခ်ိဳ႕ကုိ ျမန္မာဘက္မွ ေတာင္းဆုိမႈေၾကာင့္ ထုိင္း အာဏာပုိင္မ်ားက ျပန္လည္ပုိ႔ေဆာင္ရန္ စီစဥ္ေနေၾကာင္း ေကာ့ေသာင္းမွ အဆုိပါကုန္သည္ႀကီးက ေျပာသည္။ ။

Read More......

Monday, June 23, 2008

Thai, Burmese or something in between?

via New Mandala by Nicholas Farrelly on 6/22/08

A New Mandala reader has sent through the following interesting reflections on genetics, culture and nationality in mainland Southeast Asia:

I was just browsing the Democratic Voice of Burma's archive, and found this interesting yet disturbing story. It's about DNA testing in NW Thailand to identify ethnicity and nationality of migrant workers. It is disappointing to witness such a gap between social scientists and natural scientists. While the former are talking about social construction of ethnicity, the latter are trying to categorize people according to biology, which is (or may lead to??) a form of racism. I wonder how they will genetically define nationality, whereas it is even impossible to socially define what constitute "Burmese" or "Thai". Here is the text from the DVB (another report from the Chiang Mai Mail follows).

Jan 16, 2008 (DVB) – A group of World Health Organisation officials and professors from Chiang Mai University collected DNA samples from 300 Burmese migrants yesterday at Dr Cynthia Maung's Mae Tao clinic in Mae Sot, Thailand.

Group leader Dr Tor Pong, a professor from Chiang Mai University's faculty of medicine, said that blood samples would be used for DNA testing to identify and record people by nationality and ethnic group.

Saw Thar Win, a Mae Tao clinic official, said that the records could be used to help identify migrants in future.

"A lot of Burmese migrants were killed during the tsunami in 2004, but a lot of the bodies were left unidentified, even though we knew they belonged to Burmese migrants, because there was no proper evidence to confirm it," Saw Thar Win said.

"This is going to help the next generations to track their ancestors more easily as well."

DNA samples have also been collected from Thai, Laotian and Cambodian workers.
Source: http://english.dvb.no/news.php?id=850

========

Here is another similar report from Chiang Mai Mail in 2004. I wonder how DNA will play out in citizenship issue in Northern Thailand.

Hilltribe nationality problems all "Thai'd" up

DNA testing not conclusive says Khunying Pornthip

Saksit Meesubkwang

The squabble that resulted from 1,243 hill tribe people being removed from the residential census in Mae Ai district, Chiang Mai province continues.

The aggrieved minority group appealed to the Ministry of Justice, calling for what they called 'justice' to be applied fairly to them. Finally in response to their claims, Somchai Wongsawas, the permanent secretary of state for the Ministry of Justice, accompanied by Khunying Dr Pornthip Rojananand, the director of the Central Forensic Science Institute visited the people in Mae Ai to investigate their problems.

The Ministry of Justice wanted show the villagers that they were not forgotten and suggested the Forensic Science Institute could help prove their race by DAN testing.

However, Khunying Pornthip said that although the DNA testing method would be used for confirmation of their nationality, it could not indicate their exact nationality, but it would tell something about their heredity.

She added, "In Mae Ai district, at present, it has been found that there are some groups of people that could not have their background identified with DNA testing for their parents and relatives.

"The next step is that the Local Administration Department must find the other persons to help in searching for their race, persons who could identify and certify their background before being granted Thai nationality," she said.

Source: http://www.chiangmai-mail.com/105/news.shtml#hd16.

Read More......

Saturday, June 21, 2008

12 must-have add-ons for Firefox 3

Extensions, plug-ins, add-ons, whatever you want to call 'em, Firefox 3 has 'em. In fact, though it may seem that many of your favorites haven't yet updated, you might be in luck. By visiting the home pages of several of the plug-ins I use, I found that most of them had either a functional, stable beta or a full update ready to use with Firefox 3. This collection of add-ons I use both at home and in the office, and can be used for the Windows, Mac, and Windows Portable versions of the browser.

Tab Scope and the FaviconizeTab extensions at work in Firefox 3.

(Credit: CNET Networks)

You wouldn't think that AdBlock Plus is an essential plug-in, but once installed it changes the way you look at the Web--literally. By block advertisements from appearing, you can approach a somewhat more zen-like, 1996-looking Internet experience. Well, not really, but there's definitely a lot less clutter staring back at you.

Session Manager and Tab Mix Plus are must-haves for tab and browsing session management. Tab Mix Plus gives you what feels like an infinite amount of control over tab behavior, from how they open to how they close. It's a little overwhelming how much you can do with this add-on, so I recommend checking out the Download.com Tab Mix Plus user's guide.

AdBlock Plus stops nearly all Internet advertising.

(Credit: CNET Networks)

Session Manager does for sessions what Tab Mix Plus does for tabs. Although TMP does save sessions, I found that to be the one feature that was lacking: during browser crashes, it often lost my tab sessions. Session Manager sorts out that problem fast, and allows you to keep and recall multiple tab and browsing sessions at will--among its other excellent features.

When Firefox is your main browser, there's rarely a just cause for the casual user to open up Internet Explorer. For the rest of us, IE Tab eliminates all the other reasons by forcing Firefox to render a page using the Internet Explorer engine. You must have IE installed on your machine for this plug-in to work, but the convenience and saved resources can't be beat.

FoxyTunes remains a top-notch plug-in and gets points for being one of the few to introduce new features with its update. FoxyTunes 3.0 adds the ability to turn any page into a playlist, as long as the Web page has music already embedded in it. For those who are new to this plug-in, though, it does much more. It lets you control your media player from the Firefox toolbar, and supports more than two dozen players including iTunes, WinAmp, MediaMonkey, Pandora, Last.fm, and more.

Fast approaching seven free gigabytes of online storage, you can turn your Gmail account into something more than a mere e-mail client with Gmail Space. The FTP-style split-screen interface is instantly recognizable, and it sends you an e-mail notification when you upload a file. Create a simple filter and a label and you never have to worry about transferring files again--as long as Google's servers remain impregnable, at any rate.

FaviconizeTab and Tab Scope are the perfect one-two punch for a tab addict such as myself. FaviconizeTab utilizes a hotkey command to turn any tab into the size of a favicon. This won't stop you--or me--from having 20 or even 40 tabs open, but it makes them take up a lot less space. Tab Scope provides Opera-style mouse-over previews of your tabs. So, if you can't remember what your faviconized tabs were, perhaps a quick preview snapshot will jog your memory.

The All-in-One Sidebar handles the new Add-on window without complaint--even if it's a bit inelegant.

(Credit: CNET Networks)

Like AdBlock Plus, you don't know you need DragDropUpload until you install it. The add-on gives you the ability to drag a file from your desktop into any text field in a Web page. Lightweight but extremely effective, if you e-mail a lot of attachments, this should quickly become a massive time-saver.

Download Statusbar is a tool I use at work for discovering the absolute URL for files that I'm downloading. It can be used for much more, though. It opens a second status bar when you begin downloading a file, and lets you manage the download via context menu options. I'm not a huge fan of having to open many of Firefox's secondary features in new windows, and I find this to be much more convenient.

AIOS, or the All-In-One-Sidebar, allows me to force the Add-ons and Downloads windows in a sidebar, but it also creates a collapsing sidebar that comes with a secondary toolbar. I have it set open my bookmarks, history, and page info as well as add-on and download lists, but I also use the toolbar to hold links to FireFTP, Gmail Space, my Del.icio.us bookmarks, and a "Restart Firefox" button provided by MR Tech Toolkit (formerly known as Local Install).

Do you have a favorite Firefox extension that has--or hasn't--been updated for Firefox 3? Tell me about it in the comments below.

Read More......

Burma Has No Need for Doctors

via Bangkok Pundit by Bangkok Pundit on 6/18/08
Simon Montlake in CSM:
Having led Thailand's first medical mission last month to cyclone-ravaged Burma (Myanmar), Pichit Siriwan, a doctor, was on standby for another two-week tour. But last week he got word that Burmese authorities no longer needed the services of his 30-person team.
...
"Even before the cyclone, there were chronic shortages.... We're trying to fill the gap for medical care," says Osamu Kunii, head of health and nutrition in Burma for Unicef, which is supplying nutrition supplements, vaccines, water purification kits, and other health supplies in the delta.

"Most of the affected people are now returning to the villages. It's quite difficult for us to get access" to these far-flung areas, Mr. Osamu adds.

Burmese authorities have told aid agencies that doctors and nurses from other parts of the country are being sent to the delta, though it's unclear whether these are mobile teams or short-term replacements. Nor is there any national plan yet for rebuilding wrecked clinics and hospitals.

Given these acute shortages, the decision to send away Asian doctors seems perverse, even if their original deployment was in an emergency capacity, says a Western diplomat in Bangkok.

But it fits the junta's pattern of asserting that the crisis is over and that villagers must go back to rebuild their houses and farms, whatever the state of the health system.

Pichit, the doctor, says that his team was grateful for the opportunity to work in Burma, where they treated 3,700 patients during their two-week stay. "I think many of the doctors were willing to help more, especially with the children. But it's their country," he says.

Read More......

Tuesday, June 17, 2008

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ลดเป้าดัชนีหุ้นปลายปีเหลือ 927 จุด แนะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี

สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์เฉลี่ย ณ ปลายปี 2551 มาอยู่ที่ 927 จุด ซึ่งลดลงจากที่คาดไว้เดิมเมื่อ มค.ที่ผ่านมาซึ่งเคยคาดการณ์ไว้ที่ 958 จุด ทั้งนี้ จากการเปิดเผยโดยนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมฯ เกี่ยวกับผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ล่าสุด เรื่องแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้น โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ร้อยละ 5 ในขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน จะมีกำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 19.7 โดยกลุ่มที่มีผลประกอบการเติบโตสูงที่สุด คือ กลุ่มธนาคาร นอกจากนี้ นักวิเคราะห์แนะให้รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน และเรียกร้องให้มีความสมานฉันท์ในชาติ

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป โดยมีประเด็นเกี่ยวกับปัจจัยที่นักวิเคราะห์มองว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน ทั้งปัจจัยทางการเมืองและปัจจัยอื่น แนวโน้มของสถานการณ์ทางการเมือง ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจซึ่งรวมถึง แนวโน้มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย ค่าเงินบาท คาดการณ์อัตราการขยายตัวของกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมและใน 6 กลุ่มธุรกิจสำคัญ เป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หุ้นที่แนะนำให้ลงทุนในช่วงนี้ คำแนะนำให้นักลงทุน รวมถึงข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ตลาดทุน และสังคม โดยมีสำนักวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์ทั้งไทยและบริษัทต่างชาติแสดงความเห็นรวม 21 แห่ง

นักวิเคราะห์ที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดมองตรงกันว่า ปัจจัยการเมือง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยประเด็นทางการเมืองที่ส่งผลกระทบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- อันดับ 1 มีผู้ตอบร้อยละ 67 คือ การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มที่คัดค้านรัฐบาล ซึ่งมีความกังวลว่าจะมีการยืดเยื้อและนำไปสู่ความรุนแรง
- อันดับ 2 มีผู้ตอบร้อยละ 52 คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- อันดับ 3 มีผู้ตอบร้อยละ 24 คือ ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล

สำหรับทิศทางของสถานการณ์ทางการเมืองในระยะ 6 เดือนข้างหน้านั้น นักวิเคราะห์ร้อยละ 52 มองว่าจะแย่ลง ในขณะที่ร้อยละ 33 คาดว่าจะดีขึ้น และอีกร้อยละ 14 เห็นว่าไม่เปลี่ยนแปลง
นอกเหนือจากปัจจัยทางการเมือง ปัจจัยที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 แบ่งเป็นปัจจัยบวก และปัจจัยลบ ประกอบด้วย
ปัจจัยบวก
- อันดับ 1 ผู้ตอบร้อยละ 52 คือ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- อันดับ 2 ผู้ตอบร้อยละ 29 คือ แนวโน้มรายได้และกำลังซื้อของภาคเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น จากการที่ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับสูง
- อันดับ 3 ผู้ตอบร้อยละ 19 มีสองปัจจัย คือ เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าในระยะยาว และอีกปัจจัยหนึ่งคือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมีอัตราการขยายตัวในระดับที่ดี


ปัจจัยลบ
- อันดับ 1 ผู้ตอบร้อยละ 71 มีสองปัจจัยซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน คือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากราคาน้ำมันที่สูง
- อันดับ 2 ผู้ตอบร้อยละ 67 คือ อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น
- อันดับ 3 ผู้ตอบร้อยละ 29 คือ เศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวลง จากปัญหาเศรษฐกิจและการเงินทั้งของสหรัฐและหลายประเทศ

เมื่อเปรียบเทียบคาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index ณ วันสิ้นปี 2551 โดยเทียบผลคาดการณ์ระหว่างช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุชุมนุมทางการเมือง กับในปัจจุบัน พบว่านักวิเคราะห์ปรับลดเป้าหมายดัชนีลง โดยตัวเลขเฉลี่ยของดัชนี ณ สิ้นปี 2551 ก่อนเกิดเหตุชุมนุมอยู่ที่ 985 จุด ในขณะที่ปัจจุบัน ตัวเลขเฉลี่ยลดลงไปอยู่ที่ 927 จุด โดยมีผู้คาดการณ์ 1 รายที่คาดการณ์ไว้สูงถึง 1,200 จุด ขณะที่สำนักที่เหลือทั้งหมดไม่มีรายใดคาดการณ์สูงกว่า 970 จุด และนักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ณ สิ้นปี 2552 โดยเฉลี่ยจะสามารถปรับขึ้นไปที่ระดับ 1,081 จุด โดยมี ผู้คาดการณ์ไว้สูงสุดที่ 1,400 จุด

ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจสำหรับทั้งปี 2551 คือ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth จากการสำรวจของสมาคมนักวิเคราะห์ฯ พบว่า ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยก่อนเกิดเหตุชุมนุมอยู่ที่ 5.3% เทียบกับในปัจจุบันมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 5% ซึ่งยังสูงขึ้นเล็กน้อยจากระดับเฉลี่ย 4.8% ในการสำรวจครั้งที่แล้วเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา สำหรับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หรือ EPS Growth ในปี 2551ก่อนเหตุชุมนุม นักวิเคราะห์คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 21% เทียบกับปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 19.7% ซึ่งสูงขึ้นจากการสำรวจครั้งที่แล้วที่ 18.9%

ในปัจจุบันนักวิเคราะห์คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจากการประเมินครั้งก่อน โดยเมื่อ 29 มค.51 เคยคาดการณ์ดอกเบี้ย RP 1 วัน ณ สิ้นปี 2551 อยู่ที่เฉลี่ย 3.10% แต่ปัจจุบันคาดการณ์ไว้ที่เฉลี่ย 3.56%

นักวิเคราะห์มีการปรับประมาณการ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สรอ. ณ สิ้นปี 2551 เช่นกัน โดยก่อนเหตุชุมนุม คาดไว้เฉลี่ยอยู่ที่ 31.9 บาทต่อดอลลาร์สรอ. ในขณะที่ปัจจุบันปรับประมาณการใหม่เป็น 32.7 บาทต่อดอลลาร์สรอ.

(โปรดดูเอกสารแนบ ตารางที่ 1 - ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจเปรียบเทียบระหว่าง ก่อนเกิดเหตุชุมนุมทางการเมือง และปัจจุบัน)

ประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ ประเมินจากอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ จากผลที่ได้จากแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มธนาคารยังคงมีอัตราการเติบโตสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ย EPS Growth ที่ 466.6% อันดับสองคือ อสังหาริมทรัพย์ เติบโตเฉลี่ยที่ 28.1% อันดับต่อมาคือ กลุ่มเดินเรือ เติบโตเฉลี่ยที่ 12.2%

ตารางที่ 2 - EPS Growth (%) ปี 2551 แยกตามกลุ่มธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจ

ค่าเฉลี่ย
สำรวจครั้งนี้สำรวจครั้งก่อน (29 มค.51)
ธนาคาร466.6171.0
อสังหาริมทรัพย์28.115.1
เดินเรือ 12.23.6
พลังงาน 8.411.2
วัสดุก่อสร้าง3.6-3.5
ปิโตรเคมี-0.413.7

ข้อเสนอแนะเพื่อประเทศชาติ
นักวิเคราะห์ที่ตอบแบบสอบถามเสนอข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ตลาดทุน และ/หรือสังคมของประเทศ โดยเสนอแนะดังนี้
- นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลควรมีความชัดเจนและคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว
- ควรร่วมมือกันประหยัดพลังงาน
- ประชาชนควรมีความสมานฉันท์ และร่วมมือกัน ลดความขัดแย้ง เพื่อช่วยให้ประเทศฝ่าฟันปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองไปได้

หุ้นแนะนำ
นักวิเคราะห์แนะนำหุ้นน่าลงทุน ที่ตรงกันหลายสำนักวิจัย ได้แก่ BANPU, HANA, KBANK, PTTEP, SCB เป็นต้น (เรียงตามลำดับตัวอักษร)
คำแนะนำการลงทุนโดยสรุป
สำหรับการลงทุนระยะกลางและยาว ให้ทยอยสะสมหุ้นเมื่ออ่อนตัวลง เน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ได้รับผลกระทบน้อยจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น มีกระแสเงินสดดี และมีเงินปันผลสูง

Read More......

Sunday, June 15, 2008

Dtac အေၾကာင္းတစ္ေစ့တစ္ေစာင္း...

Blog Entry journal by Medium Zaung, your friend u ottama 's friend

ထိုင္းႏိုင္ငံအတြင္း (သို႕) ထိုင္းနယ္စပ္တြင္ လူမ်ားအသံုးၿပဳႏိုင္ရန္အတြက္ ဖုန္းနံပါတ္ကဒ္ ( Sim Card ) မ်ားကို ေစ်းႏႈန္းသက္သာစြာျဖင့္ ထုတ္လုပ္ေရာင္းခ်ေပးေနေသာ Sim Card ကုမၼဏီၤႀကီး သံုးခုရွိသည္။ ၄င္းတို႕မွာ Dtac, One 2 Call ႏွင့္ Orange(Truemove)တို႕ျဖစ္ပါသည္။ ၄င္း Sim Card မ်ားကို ထိုင္းႏိုင္ငံရဲ႕ နယ္စပ္မ်ားထဲမွ ထိုင္းနယ္စပ္ ျမန္မာတြင္ တာခ်ီလိတ္ၿမိဳ႕၊ ျမ၀တီ ႏွင့္ ထိုင္းႏိုင္ငံႏွင့္နီးေသာ နယ္စပ္ၿမိဳ႕မ်ားတြင္လည္းအသံုးၿပဳလို႕ရေပသည္။ ၄င္း Sim Card ေတြ၏တန္ဖိုးမွာ ျမန္မာႏိုင္ငံကလို က်ပ္ သိန္း ၂၀ ေက်ာ္ေလာက္ေတာ့ မေပးရပါ။ ထိုင္း Sim Cardတစ္ခု၏ တန္ဖိုးသည္ ထိုင္းေငြ ၄၉ဘတ္မွ ၂၅၀ဘတ္အထိသာရွိပါသည္။က်ပ္ေငြျဖင့္တြက္ရေသာ္ ၁၅၀၀က်ပ္မွ ၈၅၀၀ က်ပ္အထိသာ။ လက္ထဲမွာ ထိုင္းေငြ ဘတ္500(သို႕)ျမန္မာေငြ 12000က်ပ္ေက်ာ္ ေလာက္ရွိွရင္ျဖင့္ အေကာင္းစားမဟုတ္ရင္ေတာင္မွာ အေပါစားဖုန္းတစ္လံုးေတာ့ ကိုင္ေဆာင္လို႕ရေပမည္။ ထို႕ေၾကာင့္ ထိုင္းျမန္မာနယ္စပ္ တာခ်ီလိတ္ၿမိဳ႕တြင္ ပလပ္စတစ္ေကာက္သမားကအစ ဖုန္းကိုင္ေဆာင္ႏိုင္သည္မွာ ဧကန္အမွန္ျဖစ္ေပသည္။ စီးပြားေရးသမားေတြလည္း ထိုင္း Sim Card ေတြရဲ႕ စြမ္းေဆာင္မႈေၾကာင့္ အလြယ္တစ္ကူ အလုပ္ လုပ္ကိုင္ႏိုင္ေပသည္။ ထိုင္းႏိုင္ငံအတြင္း (သို႕) ထိုင္းနယ္စပ္တြင္ ေနၾက၍ ထို္င္း Sim Card မ်ားကို အသံုးၿပဳသူမ်ားအတြက္ Dtac, One 2 Call ႏွင့္ Orange(Truemove)တို႕တြင္ Dtac အေၾကာင္းတစ္ေစ့တစ္ေစာင္းကို တင္ျပအပ္ေပသည္။

*101*9# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ မိမိဖုန္းတြင္ အဂၤလိပ္ဘာသာျဖင့္ ဖုန္းေခၚဆိုခ မည္မွ်က်န္သည္ကို ေဖာ္ျပေပမည္။

*101# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ မိမိဖုန္းတြင္ ထို္င္းဘာသာျဖင့္ ဖုန္းေခၚဆိုခ မည္မွ်က်န္သည္ကို ေဖာ္ျပေပမည္။

*102*9# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ မိမိဖုန္း၏ Simcardဖုန္းနံပါတ္ ကို အဂၤလိပ္ဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။

*102# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ မိမိဖုန္း၏ Simcardဖုန္းနံပါတ္ ကို ထိုင္းဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။

*103*9# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ မိမိဖုန္း၏ Promotion call ကို အဂၤလိပ္ဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။

*103# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ မိမိဖုန္း၏ Promotion call ကို ထိုင္းဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။


*104*9# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ GPRS ဖြင့္ရန္ အဂၤလိပ္ဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။

*104# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ GPRS ဖြင့္ရန္ ထိုင္းဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။

*108*9# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ ယခင္လႏွင့္ ယခုလတြင္ ဖုန္းေခၚဆိုခဲ့ေသာ ကုန္က်ေငြစာရင္းကို အဂၤလိပ္ဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။

*108# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ ယခင္လႏွင့္ ယခုလတြင္ ဖုန္းေခၚဆိုခဲ့ေသာ ကုန္က်ေငြစာရင္းကို ထိုင္းဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။

*110*9# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ ခ်ီးေငြ ၃၀ဘတ္ကို ထုတ္ေပးၿပီး ေငြခ်ီးအခကို ၂ဘတ္ ေပးေဆာင္ရမည္ ကို အဂၤလိပ္ဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။

*110# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ ခ်ီးေငြ ၃၀ဘတ္ကို ထုတ္ေပးၿပီး ေငြခ်ီးအခကို ၂ဘတ္ ေပးေဆာင္ရမည္ ကို အဂၤလိပ္ဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။

*112*0875833803*20*9# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ မိမိဖုန္းထဲမွ ေငြကို တစ္ျခားတစ္ဦးကို လြဲလို႕ပါက လြဲလို႕ရႏိုင္ပါသည္ (အဂၤလိပ္ဘာသာ)

*112*0875833803*20# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ မိမိဖုန္းထဲမွ ေငြကို တစ္ျခားတစ္ဦးကို လြဲလို႕ပါက လြဲလို႕ရႏိုင္ပါသည္ (ထိုင္းဘာသာ)

သတိၿပဳရန္။ ။ 112 ၏အေနာက္တြင္ရွိေသာ ဖုန္းနံပါတ္၁၀လံုးမွာ လႊဲလို႕ေသာသူ၏ ဖုန္းနံပါတ္ကို နိပ္ရၿပီး နံပါတ္၁၀၏ေနာက္တြင္ 20 ဆိုေသာေနရာတြင္ 20 မွ 200 အထိ လႊဲလို႕ရပါသည္…။ ေငြလႊဲခကိုေတာ့ 2ဘတ္သာယူပါသည္။ Dtac တစ္ခုတည္းသာ။

*113*30*9# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ မိမိဖုန္း၏သက္တမ္းသည္ ရက္ေပါင္းသံုးဆယ္တိုးလာပါမည္။( အဂၤလိပ္ဘာသာ)

*113*30# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ မိမိဖုန္း၏သက္တမ္းသည္ ရက္ေပါင္းသံုးဆယ္တိုးလာပါမည္။(ထိုင္းဘာသာ)

သတိၿပဳရန္။ ။ 113 ၏ေနာက္တြင္ 30, 60, 90, 120, 150, တိုးလိုေသာ ဂဏန္းမ်ားကိုနိပ္ထည့္ပါက မိမိဖုန္းတြင္လိုခ်င္ေသာ သက္တမ္းရပါမည္။

ရက္ေပါင္း 30 ဆယ္ ကို ၀န္ေဆာင္ခ 2ဘတ္ေပးေဆာင္ရပါမည္။ တစ္လကို2ဘတ္ျဖစ္၍ ရက္ေပါင္း150 ဆိုရင္ ၀န္ေဆာင္ခ 10ဘတ္သာ။

*114*0875833803*9# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ တစ္ဖက္ဖုန္းတြင္ ဖုန္းျပန္ဆက္လာပါရန္ကို အဂၤလိပ္ဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။

*114*0875833803# ကိုဖုန္းတြင္ နိပ္ထည့္၍ call လိုက္ရင္ျဖင့္ တစ္ဖက္ဖုန္းတြင္ ဖုန္းျပန္ဆက္လာပါရန္ကို ထိုင္းဘာသာျဖင့္ ေဖာ္ျပေပမည္။

သတိၿပဳရန္။ ။ 114၏ ေနာက္တြင္ ဖုန္းနံပါတ္ဆယ္လံုးသည္ ဖုန္းျပန္ဆက္လာေစလိုေသာ ဖုန္းနံပါတ္ကို နိပ္ပါေလ။ ၀န္ေဆာင္ခကို ေပးေဆာင္စရာမလိုပါ။

အသံုးလိုေသာ ကုတ္မ်ားကိုသာ ေၾကျငာေပးလိုက္ပါသည္။

"ေဇာင္း"

http://zaung.blogspot.com http://mraungj.multiply.com

Read More......

Friday, June 13, 2008

สาคู พืชท้องถิ่นเอเชีย ประโยชน์มากด้าน


ต้นสาคูเป็นไม้ยืนต้น จะมีลักษณะกลม เมื่อต้นแก่เต็มที่จะมีจั่นดอก แตกออกตรงส่วนยอด ลำต้นคล้ายมะพร้าว มีความสูง 10-20 เมตร มีเปลือกห่อหุ้ม แต่ไม่มีกิ่งสาขา

สาคู เป็นพืชท้องถิ่นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซีย นิวกินี อินโดนีเซีย และหมู่เกาะต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยมีในภาคใต้ เช่น จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา สตูล ฯลฯ บริเวณสภาพที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง หรือในพื้นที่ที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง หรือในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำไม่ดี พืชเศรษฐกิจไม่สามารถขึ้นได้ จะมีต้นสาคูขึ้นเรียงรายอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ และสามารถเจริญเติบโตได้ดี เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวอยู่ในตระกูลปาล์ม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Metroxylon sagus

เป็นพืชที่ให้คุณประโยชน์กับชาวบ้าน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของผู้คนมาช้านาน แต่จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการเพิ่มขึ้นของประชากรทำให้ป่าสาคูลดปริมาณลง สาคูสามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์โดยใช้ส่วนแกน กลางของลำต้นซึ่งจะมีแป้งมาก เกษตรกรนิยมตัดเป็นท่อน ๆ ปอกเปลือกผ่ากลางลำต้นนำไปวาง ให้สุกร เป็ด ไก่แทะและจิกกินเป็นอาหาร บางรายขูดหรือบดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากให้แห้งเพื่อเก็บไว้ใช้ได้นาน ๆ หรือนำไปผสมกับวัตถุดิบอาหารสัตว์ประเภทอื่น ๆ เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์

สาคูสามารถนำมาสกัดเป็นแป้งได้เมื่ออายุ 9-10 ปี ซึ่งเป็นระยะตั้งท้อง เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตอย่างหนึ่งที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ในปัจจุบัน มีพลังงานสูงมาก แต่จะมีโปรตีนและไขมันต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับแป้งจากข้าวและมันสำปะหลัง

โดยเฉพาะที่ช่วงความสูง 7.5 ถึง 9 เมตร จากพื้นดินจะมีแป้งมากที่สุด สาคูต้นหนึ่งจะสามารถผลิตแป้งได้ประมาณ 100-500 กก. การนำไปทำแป้ง ต้องทำหลังจากโค่นต้นสาคูภายใน 1 สัปดาห์ มีโปรตีนต่ำประมาณ 1-2% ไขมันต่ำประมาณ 1% และมีแร่ธาตุต่ำ มีเยื่อใยสูงประมาณ 10% สาคูบดและตากแห้งสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานในสูตรอาหารได้เช่นเดียวกับมัน เส้น เนื้อในลำต้นของสาคูนำมาทำแป้งสาคูทำขนม หรือแป้งดิบทำอาหารสัตว์ อาทิ เป็ด ไก่ ปลา หรือหมูพื้นบ้าน กินได้ ตลอดจนนำลำต้นเลี้ยงด้วงสาคู ก็ได้เช่นกัน

เปลือกนอก ใช้ทำเชื้อเพลิง กระถางต้นไม้หรือปูพื้น ใบนำมาเย็บเป็นตับจากสำหรับมุงหลังคาและกั้นฝา และห่อขนมจาก ตับจาก จากใบสาคูมีความทนทานกว่าตับจากที่ทำจากใบปาล์มชนิดอื่น ๆ โดยปกติตับจาก จากใบสาคูจะมีอายุการใช้ประโยชน์ 6-10 ปี และหากนำไปแช่น้ำประมาณ 15 วันถึง 1 เดือนก่อนนำมาใช้งาน อาจใช้งานได้นานกว่า 10 ปีทีเดียว ปัจจุบันมีการผลิตออกจำหน่ายแถบจังหวัดตรังในราคาตับละ 8 บาท ก้านใบย่อยใช้ทำไม้กวาด ยอดอ่อนสาคูนำมารับประทาน หรือแกงส้มก็ได้

เปลือกนอกของทางสาคู นำมาลอกเอาเฉพาะส่วนเปลือกทำเป็นตอกใช้สานเสื่อ หรือนำทางสาคูแห้งมากั้นทำคอกเป็ด ไก่ ทางสาคูแต่ละอันยาวประมาณ 3-4 เมตร เลยส่วนกาบขึ้นไปจะกลมและเรียวไปหาปลายทาง ถ้าตัดปลายทิ้ง ให้เหลือยาวประมาณ 1-2 เมตร นำมาลอกเอาส่วนเปลือกนอกซึ่งเรียกว่า หน้าสาคูทำเป็นตอก ใช้สาน เสื่อ กระบุง กระด้ง รวมทั้งทำเครื่องมือประมง ทางสาคูเมื่อนำมาตากให้แห้งสามารถใช้ทำคอกเป็ด ไก่ ได้ ซึ่งจะมีอายุการใช้งานได้ประมาณ 1-2 ปี หรือทำรั้วกั้นสวนผัก นำมาตกแต่งโรงร้าน ทางสาคูมีไส้ในอ่อนนุ่มแต่เหนียวสามารถนำมาทำจุกขวด หรือปิดปากกระบอกข้าวหลาม หรือนำมาใช้แทนโฟมก็ได้

น้ำเลี้ยงของทางสาคู เป็นกาวปิดกระดาษ เป็นยาพื้นบ้านรักษาเริม ทาใบหน้าให้ขาวนวล หรือรักษาสิว ฝ้า รากแขนง เป็นยาพื้นบ้านรักษาอาการปวดหัว ผลสุก จะมีรสหวานและฝาด เป็นยาพื้นบ้านช่วยลดความดันโลหิตสูง และบรรเทาอาการโรคเบาหวาน

นับเป็นพืชท้องถิ่นของไทยมีคุณมากมายหลายประการ หากแต่ในบางครั้งอาจจะมีการลืมเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ ตอนนี้ต้นสาคูน่าจะก้าวเข้ามาเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ ภาคใต้ได้ไม่น้อยทีเดียว เพราะสาคูสามารถขยายพันธุ์ เพื่อการนำมาขยายพื้นที่ปลูกสำหรับใช้ประโยชน์ตามที่ต้องการได้ค่อนข้างรวด เร็วนั่นเอง.

Read More......

Thursday, June 12, 2008

ျမန္မာႏုိင္ငံ ဆန္ရွားေတာ့မည္ဆုိသည့္ကိစၥအေပၚ စစ္အစိုးရႏွင့္ ကုလၾကား အျငင္းပြား

MSMA - NEJ/ ၁၁ ဇြန္ ၂၀၀၈
ျမန္မာႏုိင္ငံမွာ ဆန္ရွားေတာ့မည္ဆုိသည့္ကိစၥကုိ စစ္အစိုးရဘက္က ျငင္းဆုိေသာ္လည္း ရန္ကုန္ ဆန္ေစ်းကြက္ ထိပ္စဆန္ေစ်းက (၂) ႏွစ္အတြင္း ရာခုိင္ႏႈန္း (၁၀၀) ေက်ာ္ထိ ခုန္တက္သြား သည္ဟု ရန္ကုန္ ဆန္ကုန္သည္မ်ားက ေျပာသည္။

ဧရာ၀တီတုိင္းမွာ မုန္တုိင္းဒဏ္ေၾကာင့္ ပ်က္ကုန္သည့္လယ္မ်ား ယခုႏွစ္ မုိးစပါးစုိက္ပ်ိဳးရန္ မျဖစ္ႏုိင္ေတာ့သည့္အတြက္ ဧရာ၀တီတုိင္းမွာ ေနာက္တႏွစ္ထိ စားနပ္ရိကၡာ အကူအညီ
လုိမည္ဟု ကုလသမဂၢအဖြဲ႕က သတိေပးၿပီး မၾကာခင္ စစ္အစိုးရ၀န္ႀကီး ဦးစုိးသာက ယခုကဲ့သို႔ ျပန္လည္ေခ်ပ ေျပာဆုိျခင္းျဖစ္သည္။

ဧရာ၀တီတုိင္း စပါးစုိက္ဧက (၃) သန္းေက်ာ္အနက္ မုန္တုိင္းေၾကာင့္ ဆုိးဆုိးရြားရြား ပ်က္စီးသည့္ စပါးစုိက္ဧက (၁၆) ရာႏႈန္းရွိၿပီး ယခုႏွစ္ မုိးစပါးအမီ စပါးစုိက္ရန္ မျဖစ္ႏုိင္ေတာ့ေၾကာင္း ကမၻာ့ စားနပ္ရိကၡာအဖြဲ႕ (FAO) က ေျပာေသာ္လည္း ဧရာ၀တီတုိင္း စပါးစုိက္ဧက မည္မွ်ပ်က္စီးသည္ ကုိမူ ၀န္ႀကီး ဦးစိုးသာက ထုတ္ေျပာခဲ့ျခင္းမရွိေပ။

ရန္ကုန္ ဆန္ေစ်းကြက္တြင္ ေပၚဆန္းတအိတ္ကုိ က်ပ္ (၃) ေသာင္းခြဲ၀န္းက်င္ ေပါက္ေန သည့္အတြက္ လြန္ခဲ့သည့္ (၂) ႏွစ္ ယခုလေစ်းထက္ (၁၁၈) ရာခုိင္ႏႈန္းထိ ခုန္တက္သြား ျခင္းျဖစ္သည္။ ဆန္ၾကမ္းေစ်းကလည္း (၂) ႏွစ္အတြင္း (၅၀) ရာႏႈန္းေက်ာ္ တက္သြားသည္။

ျမန္မာႏိုင္ငံကုန္သည္မ်ားႏွင့္ စက္မႈလက္မႈလုပ္ငန္းရွင္မ်ားအသင္းမွ ေျပာခြင့္ရသူတဦးက ယခင္က ရန္ကုန္သို႔ ဆန္အ၀င္မ်ားသည့္ ဧရာ၀တီတိုင္းမွ ဆန္မ်ား မ၀င္ေရာက္ႏိုင္ေၾကာင္း
၀န္ခံေျပာဆုိသည္။

ဧရာ၀တီတုိင္းမွာ မုိးစပါးလက္က်န္ နည္းသည့္အခ်က္၊ စစ္တပ္က တပ္ရိကၡာစပါး အမ်ားအျပား
၀ယ္သည့္အခ်က္၊ မုိးစပါးျပတ္သြားသည့္အခ်က္၊ ႏွစ္တုိင္း ဆည္ေရေသာက္စပါးႏွင့္ ဖူလုံေနသည့္ စစ္ကုိင္းတုိင္းမွာ စပါးျပတ္သြားသျဖင့္ ေအာက္ျပည္ကဆန္ ၀ယ္စားေနရသည့္ အခ်က္မ်ားမွာ ျမန္မာႏုိင္ငံ ျပည္တြင္း ဆန္ေစ်းတက္ျခင္း၏ အဓိကအေၾကာင္းတရားမ်ား ျဖစ္သည္ဟု ရန္ကုန္ ဆန္ကုန္သည္ႀကီးတဦးက ေျပာသည္။

အထူးသျဖင့္ ဧရာ၀တီမွ ဆန္အ၀င္နည္းတုိင္း ရန္ကုန္မွာ ဆန္ေစ်းေျမာက္ေလ့ရွိသည္။ ယခု ရန္ကုန္ေပၚဆန္းေစ်း (၂) ႏွစ္အတြင္း (၁၁၈) ရာခုိင္ႏႈန္းထိတက္ျခင္းမွာ စံခ်ိန္ျဖစ္သည္။
သို႔ေသာ္ ရန္ကုန္မွာ ဆန္ေစ်းတက္တုိင္း စစ္အစိုးရက ေစ်းကြက္ႏွင့္ မပတ္သက္သည့္
ကိစၥမ်ားကို စြပ္စြဲခဲ့ဘူးသည္။

ရန္ကုန္မွာ ဆန္ေစ်းတက္ေနျခင္းသည္ ျပည္ပမီဒီယာမ်ား ႏုိင္ငံေရး ထုိးႏွက္ခ်က္မ်ားေၾကာင့္ ျဖစ္သည္ဆုိၿပီး ၂၀၀၆ ခုႏွစ္၌ ျမန္မာႏုိင္ငံ ဆန္စပါး လက္ကားကုန္သည္မ်ားအသင္း ဥကၠ႒ ဦးေအာင္သန္းဦးနဲ႔အဖြဲ႕က စြပ္စြဲေျပာဆုိခဲ့သည္။ ထုိအခ်က္ကုိ ဆန္ကုန္သည္မ်ားက လက္မခံခဲ့ေပ။

စစ္အစိုးရ ၀န္ႀကီး ဦးစိုးသာက ျမန္မာႏုိင္ငံမွာ မုန္တုိင္းလြန္ကာလ ဆန္ရွားပါးမႈမျဖစ္ႏုိင္ဟု ေျပာေနခ်ိန္တြင္ ဧရာ၀တီတိုင္းမွာ မုိးစပါး မစုိက္ႏုိင္ျဖစ္ေနသည္။ ဇူလုိင္လကုန္ထိ စပါးပ်ိဳး ေထာင္မႈ ၿပီးျပတ္ေအာင္မလုပ္ႏိုင္လွ်င္ ဆန္အထြက္ အႀကီးအက်ယ္ ထိခုိက္ၿပီး ေနာက္ဆုံး ျမန္မာႏုိင္ငံ၏ ဆန္ဖူလုံမႈျပႆနာကုိပါ တျဖည္းျဖည္း ထိခုိက္ေစမွာျဖစ္သည္ဟု ဘန္ေကာက္ အေျခစုိက္ FAO ေဒသဆုိင္ရာ ဒုတိယ ဌာေနကုိယ္စားလွယ္ Hiroyuki Konuma ကလည္း သတိေပးထားသည္။ ။

Read More......

Wednesday, June 11, 2008

Take biofuel crops off the land and grow them at sea


Ricardo Radulovich 6 June 2008
Seaweed could be cultivated large scale as a biofuel

The environmental and social costs of producing biofuels on land can be avoided by farming seaweed, says Ricardo Radulovich.

The dream of tackling climate change with biofuels has been tarnished by the rush to produce them on land. Not only are there serious environmental costs, including deforestation, water use, production of greenhouse gases, and energy-efficiency limitations, but there are rising concerns about the effects on the world's poor. Already the price of food is being driven up as land is taken away from food production, increasing the cost of food and nutrition for those who can least afford it.

It is curious then that, bar a brief mention in a recent paper on sustainable biofuels by the UK-based Royal Society, the potential for biomass production at sea is largely ignored.

A vast resource

The oceans are the largest active carbon sink on the planet, covering more than 70 per cent of its surface area, and are predicted to grow as sea levels rise. Our seas also receive a larger proportion of the world's sunshine than land does, particularly in the tropical and subtropical belt where land is more scarce. To agriculturalists, the oceans are vast and grossly underused fields well-provided with sunlight and water.

The full potential for sea cultivation (mariculture) has only recently been recognised. The 'blue revolution' of freshwater aquaculture and mariculture is growing exponentially.

Statistics from the UN Food and Agriculture Organization show mariculture is strongest in Asia and the Pacific. While aquaculture production has risen sixty-fold since the early 1950s (to 59.4 million tonnes in 2004) and is worth around US$70 billion, 91.5 per cent of this was produced in Asia and the Pacific.

Similarly, 99.8 per cent of the eight million or so tonnes of seaweed produced each year, with a market of nearly US$6 billion, come from Asia and the Pacific, primarily China, Japan and Korea.

Seaweeds as fuel
Until now, seaweed has been valued mainly as food, but also as fertiliser, animal feed, and recently for a growing phycocolloid industry producing algin, agar and carrageenan. But it could also be a major fuel.

Macro-algae (seaweeds) are cultivated at sea, mainly by simply tying them to anchored floating lines. Seaweeds do not require soil, and are already provided with all the water they need, a major advantage over land production of biofuels since water is the most limiting factor for most agricultural expansion, especially with climate change.

One concern is that harvesting massive amounts of naturally occurring seaweed for bioenergy could have comparable effects on atmospheric carbon dioxide and habitat loss or fragmentation as large-scale deforestation. But cultivation is a different matter.

In Costa Rica and Japan, seaweed farming has been re-established to produce energy. It can quickly yield large amounts of carbon-neutral biomass, which can be burnt to generate electricity. High-value compounds — including some for other biofuels — can be extracted beforehand.

We have calculated that less than three per cent of the world's oceans — that's about 20 per cent of the land area currently used in agriculture — would be needed to fully substitute for fossil fuels. A small fraction of that sea area would be enough to fully substitute for biofuel production on land.

As with land-produced biofuels, the contribution to carbon dioxide reduction would come from cutting net carbon dioxide additions via equivalent decreases in fossil fuel combustion. This happens because biofuels — fuels derived from recent photosynthesis — are basically carbon neutral because all carbon released by burning has recently been taken from the atmosphere.

In contrast, fossil fuels come from ancient photosynthesis, thus the carbon released by burning had been stored for ages and thus represents a net addition into the atmosphere.

The main input needed for the large-scale farming this would require is nutrients — because large quantities of them will be removed at harvest. Common agricultural fertilisation — costly and energy consuming — could add large amounts of nutrients to the oceans, with unknown results.

But there is a great and grossly misused nutritional source on hand: domestic wastewaters or the product after their treatment. Growing large seaweed fields for energy using nutrients from wastewater could be an economically-sound use for the millions of tonnes of untreated wastewater dumped daily into our seas worldwide — and the seaweed helps clean it up in the process.

This idea has been tested successfully using human wastewater in experiments at US institutions, including the Woods Hole Oceanographic Institution and the Harbor Branch Oceanographic Institution.

As with agriculture, considering that seaweed production is economical for food and other products, it follows that at least some of the options should also be economical for biofuels and bioenergy. However, the analogy with agriculture does not stop there, and a careless farming of the seas could be as damaging as careless agriculture.

But the greatest spin-off from switching biofuels production to the oceans would be the return of land to food production, making food and nutrition more easily available to the world's poor.

Ricardo Radulovich is director of the Sea Gardens Project at the University of Costa Rica, which is funded by the World Bank.

Read More......

Sunday, June 8, 2008

Myanmar junta detains cyclone-affected "boat people" (Extra)

Bangkok - The Myanmar navy has arrested 65 people, including 15 children and 20 women, who attempted to flee the country's cyclone-hit Bogalay township, a Myanmar pro-democracy group said on Sunday.

The boat-load of people were arrested on June 2 near Zardatgyi Island west of Kawthaung town by Navy Ship No 517, according to the Network for Democracy and Development (NDD) group, which is based on the Thai-Myanmar border.

'They left Bogalay by boat on May 24 aiming to take refuge in refugee camps at Thai border,' the NDD said in a statement.

The 65 people had reportedly lost their belongings and homes in Cyclone Nargis that hit Myanmar's central coastal region on May 2-3, leaving at least 133,000 people dead or missing.

One month after the storm, unknown thousands have yet to receive emergency aid, with many of them residing in remote coastal enclaves in the Irrawaddy delta, according to international aid workers.

'This is the first-time we heard that the cyclone victims take risks to leave their villages by boats like those from Vietnam, Laos and Cambodia in the past,' said the NDD.

Millions of so-called 'boat people' fled Vietnam and Cambodia during after 1979, in the aftermath of a short Chinese invasion of Vietnam to teach Hanoi a lesson for invading Cambodia the same year to topple the pro-Beijing Khmer Rouge regime.

The resulting political turmoil prompted more than a million Sino-Vietnamese to flee southern Vietnam on flimsy boats to Thailand and other non-communist countries in South-east Asia, while a similar land and sea exodus occurred in Cambodia of people seeking to flee Khmer Rouge rule.

Myanmar, which has been under military dictatorships since 1962, has been the source of constant outflow of political and economic refugees since 1988, when the army cracked down on a pro-democracy movement in a massacre that claimed an estimated 3,000 lives and resulted in the imprisonment of thousands.

More than 1 million Burmese currently work in neighbouring Thailand as illegal or semi-illegal labourers, while hundreds of thousands reside in temporary border camps awaiting resettlement or a return of stability to their country.

Cyclone Nargis may now be prompting another exodus, as thousands go without proper emergency assistance in the Irrawaddy delta, a situation many blame of the government's reluctance to facilitate a full-fledged international emergency assistance program in the storm-battered country.

'More victims will come out until and unless there is immediate and effective rescue and relief program,' said the NDD.

There are reports that at least 100 cyclone victims from the delta or Yangon have travelled to Mae Sot, a Thai border town, to seek assistance, according to the Irrawaddy Magazine, a monthly published outside Myanmar that monitored Myanmar-related issues.

Read More......

Saturday, June 7, 2008

အေမရိကန္ စစ္သေဘၤာမ်ား ဘာေၾကာင့္ ၀င္ခြင့္မျပဳတာလဲ

ေအာင္ေဇာ္ | ဇြန္ ၆၊ ၂၀၀၈ -The Irrawwady
အေမရိကန္ျပည္ေထာင္စု ပင္တဂြန္ စစ္ဌာနခ်ဳပ္၏ အႀကီးအကဲ ေရာဘတ္ဂိတ္ (Robert Gate) က ျမန္မာႏိုင္ငံ၏ မုန္တိုင္း ကပ္ေဘးဒဏ္သင့္ ျပည္သူမ်ားကို အေမရိကန္စစ္သေဘၤာမ်ားက ၀င္ေရာက္ကူညီေပးရန္ ခြင့္မျပဳခဲ့ျခင္းအေပၚ ျမန္မာ စစ္ အာဏာပိုင္မ်ားအေနျဖင့္ နားပင္းေနသည္၊ မထံုတက္ေတးေနသည္ဟု စြပ္စြဲခဲ့သည္။ ဤသို႔ ေဖာ္ျပေျပာဆိုခဲ့ခ်က္က မွား ယြင္းေနပါသည္။

ျမန္မာႏိုင္ငံကို သက္ဦးဆန္ပိုင္ဆန္ဆန္ အုပ္ခ်ဳပ္ေနသည့္ စစ္ဘုရင္မ်ားသည္ နားပင္းေနျခင္း၊ မထံုတက္ေတးေနျခင္း မဟုတ္ပါ။ အမွန္တြင္ ႏိုင္ငံေရး အတြင္းေၾကဒဏ္သင့္ခံထားရသည့္ ၎ဗိုလ္ခ်ဳပ္မ်ားက စိုးရိမ္ေၾကာက္ရြံ႔ေနၾကျခင္းျဖစ္ၿပီး၊ သူတို႔ကိုယ္သူတို႔ အေရးပါေနသည္၊ သူတို႔သာ တိုင္းျပည္အာဏာကို စြန္႔လႊတ္လိုက္ပါက ႏိုင္ငံႀကီး အစိတ္စိတ္အမႊာမႊာ ၿပိဳကြဲသြားႏိုင္သည္ဟူသည့္ ထင္တလံုး ဘ၀င္ျဖင့္ ေနထိုင္ေနၾကျခင္း ျဖစ္သည္။

အခ်ဳိ႔ေသာ ေလ့လာသံုးသပ္သူမ်ားကလည္း အလားတူ ေဖာ္ျပခဲ့ၾကပါသည္။ မုန္တိုင္းကပ္ေဘးသင့္ ျပည္သူမ်ားကို အေမ ရိကန္ စစ္သေဘၤာမ်ားက ကယ္ဆယ္ခြင့္ ျငင္းပယ္ခံရသည့္ ယခုကိစၥသည္ ကိုလိုနီအတိတ္ႏွင့္ေသာ္လည္းေကာင္း၊ လက္ရွိ ဗိုလ္ခ်ဳပ္မ်ား ကိုင္စြဲထားသည့္ ႏိုင္ငံျခားသား မုန္းတီးေရး အယူအဆမ်ားႏွင့္ လားလားမွ် ပတ္သက္ျခင္း မရွိပါ။

ျမန္မာ စစ္ဗိုလ္ခ်ဳပ္မ်ား စိုးရိမ္ေၾကာင့္ၾကေနသည့္ကိစၥမွာ အကယ္၍ အေမရိကန္စစ္သေဘၤာမ်ားႏွင့္ ႏိုင္ငံျခားတပ္ဖြဲ႔မ်ားကို ဧရာ၀တီျမစ္၀ကၽြန္းေပၚေဒသတြင္ ကပ္ေဘးသင့္ျပည္သူမ်ားကို ၀င္ေရာက္ကယ္ဆယ္ရန္ ၀င္ခြင့္ျပဳလိုက္ပါက၊ လူထု မ်ားက သူတို႔အားကိုးႏွင့္ အံုႂကြဆန္႔က်င္လာၾကၿပီး စစ္အစိုးရကို ဖယ္ရွားလိုက္မည္ကို စိုးရိမ္ေနျခင္းပင္ ျဖစ္သည္။ ဤအေၾကာက္ တရားေၾကာင့္ပင္ ဗိုလ္ခ်ဳပ္သန္းေရႊဦးေဆာင္သည့္ စစ္အုပ္စုက အေမရိကန္မ်ားကို ၀င္ခြင့္မျပဳခဲ့ျခင္း ျဖစ္သည္။

အေမရိကန္တို႔က လူသားခ်င္းစာနာမႈကိစၥသက္သက္ျဖင့္သာ ၀င္ေရာက္လာျခင္း ဆိုသည္ကို ျမန္မာစစ္ဗိုလ္ခ်ဳပ္မ်ားက အမွန္တကယ္ စိတ္ထဲတြင္ ယံုၾကည္ထားႏိုင္ပါသည္။ သူတို႔ မယံုၾကည္သည္က သူတို႔၏ လူထုမ်ားကိုယ္တိုင္ကိုပင္ ျဖစ္ သည္။ ၀င္ေရာက္လာၾကသည့္ ႏိုင္ငံျခားတပ္ဖြဲ႔မ်ားကို ျမန္မာလူထုက အားကိုး၍ အံုႂကြႏိုင္ၿပီး စစ္အစိုးရ၏ ေနာက္ဆံုးေန႔ မ်ား ျဖစ္သြားႏိုင္ပါသည္။

ဆိုၾကပါစို႔။ ဧရာ၀တီျမစ္၀ကၽြန္းေပၚသို႔ ၀င္ေရာက္လာၾကသည့္ အေမရိကန္ ကမ္းတက္တပ္ဖြဲ႔မ်ားႏွင့္ ၀န္ထမ္းမ်ားကို စိတ္ပ်က္အားငယ္ေနၾကသည့္ ျပည္သူမ်ားက ေသာင္းေသာင္းျဖျဖ လက္ကမ္းႀကိဳဆို၍ သူတို႔မုန္းေနၾကသည့္ ေနျပည္ ေတာ္ရွိ စစ္အစိုးရကို ျဖဳတ္ခ်ေပးေရး တိုက္တြန္းၾကမည့္ အေနအထားကို ျမင္ေယာင္ၾကည့္ႏိုင္ပါသည္။ ကယ္ဆယ္ေရး တာ၀န္ျဖင့္ ၀င္လာၾကမည့္ တပ္မ်ားက ခ်က္ခ်င္းဆိုသလို အစိုးရေျပာင္းလဲေရး ေဆာင္ရြက္မည့္ အင္အားစုမ်ား ျဖစ္လာ ႏိုင္ၿပီး၊ သန္းေရႊစစ္အစိုးရကို ဆန္႔က်င္ၾကမည့္ လူထုအံုႂကြမႈကို ေထာက္ခံပံ့ပိုးေပးမည့္ အင္အားစုမ်ား ျဖစ္လာႏိုင္ပါသည္။

သို႔ေသာ္လည္း စစ္အစိုးရအေနျဖင့္ USS Exxes က ဦးေဆာင္လာသည့္ အေမရိကန္စစ္သေဘၤာမ်ားကို ေၾကာက္ရြံ႔ေနရန္ အေၾကာင္း မရွိပါ။ သူတို႔ ျပန္ထြက္ခြာသြားၾကၿပီ ျဖစ္သည္။ အကူအညီ ကုန္ခ်ိန္ တန္ ၁,၀၀၀ ေက်ာ္ တင္ေဆာင္ထားသည့္ ျပင္သစ္စစ္သေဘၤာ မစ္ (စ္) ထရယ္ (Mistral) လည္း ျမန္မာ့ေရပိုင္နက္အနီးမွ ခြာ၍ သြားခဲ့ရပါသည္။ သူတို႔က မုန္တိုင္း ဒဏ္ ဆိုးဆိုးရြားရြား ခံစားခဲ့ ၾကရသည့္ ျပည္သူမ်ားကို ကုန္ပစၥည္းမ်ား တိုက္ရိုက္ခ်ေပးခြင့္ မျပဳခဲ့သည့္ ျမန္မာအစိုးရ၏ သေဘာထားအေပၚ အံ့ၾသ တုန္လႈပ္မိေၾကာင္း ေျပာဆိုခဲ့ေသးသည္။

ယခုရွိေနသည့္ အေမရိကန္ေရတပ္ေရယာဥ္မ်ားတြင္ ကမ္းတက္ေရယာဥ္ ၃ စီးပါ၀င္ၿပီး၊ ကုန္ပစၥည္းႀကီးမ်ား တင္ခ်ႏိုင္သည့္ ရဟတ္ယာဥ္ႀကီး ၂၂ စီး ပါ၀င္သည့္ USS Essex စစ္သေဘၤာႀကီးလည္း ရွိေနပါသည္။ ထိုမွ်မက အျခားကမ္းတက္ ယာဥ္ ငယ္မ်ားလည္း ရွိေနၾကပါသည္။ အေမရိကန္ စစ္ရဟတ္ယာဥ္မ်ားကိုလည္း ျမန္မာ့ေလပိုင္နက္အတြင္း ပ်ံသန္းခြင့္ကို ျငင္းပယ္ခဲ့ေသာ္လည္း၊ ထိုင္းႏိုင္ငံ အူတာေပါင္ေလဆိပ္မွ ရန္ကုန္ေလဆိပ္သို႔ အကူအညီပစၥည္းမ်ား သယ္ပို႔ေပးရန္ စီ-၁၃၀ အမ်ဳိးအစား ကုန္တင္ေလယာဥ္အခ်ဳိ႔ကို ခြင့္ျပဳခဲ့ပါသည္။ ဤအေနအထားကပင္ စစ္အစိုးရ၏ ခြဲျခားက်င့္သံုးေနသည့္ မူ၀ါဒကို သိသာထင္ရွားေစပါသည္။

အရပ္သား အကူအညီေပးေရး၀န္ထမ္းမ်ားကိုသာ မုန္တိုင္းသင့္ေဒသမ်ားတြင္ ခြင့္ျပဳမည္ဟု စစ္အစိုးရ ေခါင္းေဆာင္မ်ားက ဆိုခဲ့ပါသည္။ သို႔ေသာ္ ဤႏႈတ္ကတိကိုပင္ အျပည့္အ၀ လိုက္နာျဖည့္ဆီးေပးျခင္း မရွိေသးပါ။

စစ္အစိုးရ၏ ယခုအျပဳအမူကို "ရာဇ၀တ္မႈသင့္ေစသည့္ လ်စ္လ်ဴရႈမႈ" ဟု ေရာဘတ္ဂိတ္က ေဖာ္ျပစြပ္စြဲခဲ့ၿပီး၊ ျမန္မာစစ္ အစိုးရထံသို႔ ၁၅ ႀကိမ္ထက္မနည္း ကမ္းလွမ္းခဲ့သည္ဟု ဆိုပါသည္။ USS Essex သေဘၤာမွ ရဟတ္ယာဥ္မ်ားကို အကူ အညီေပး ေရးပစၥည္းမ်ား သယ္ခ်ပို႔ေဆာင္ခြင့္ျပဳရန္ ေတာင္းခံခဲ့ျခင္းသာ ျဖစ္သည္။ သို႔ေသာ္ ကမ္းလွမ္းမႈမ်ားအားလံုးကို စစ္အစိုးရက ပယ္ခ်ခဲ့ပါသည္။ စစ္အစိုးရ ဆက္လက္ေခါင္းမာေနပါက ျပည္သူေထာင္ေပါင္းမ်ားစြာ ေသေၾကၾကရလိမ့္မည္ ဟု ဂိတ္က ေျပာခဲ့ပါသည္။

အေမရိကန္ ကယ္ဆယ္ေရး စစ္အဖြဲ႔ကို ၀င္ခြင့္ျပဳ၍ အမွန္တကယ္ ကပ္ေဘးသင့္ေနရသည့္ ျပည္သူမ်ားကို ကယ္ဆယ္ခြင့္ ျပဳလိုက္သည္ထက္စာလွ်င္၊ ယခုလို မထံုတက္ေတးေန၍ မုန္တိုင္းသင့္ ရြာသား ေထာင္ဂဏန္းအခ်ဳိ႔ကို ေသဆံုးေစလိုက္ သည္ကမွ ဗိုလ္ခ်ဳပ္သန္းေရႊအတြက္ ပို၍ လံုျခံဳမႈ ရွိပါသည္။

ျမန္မာျပည္သူ သန္းေပါင္းမ်ားစြာက အေမရိကန္စစ္သေဘၤာမ်ား အလာကို ေစာင့္ႀကိဳေနၾကသည္ကို ဗိုလ္ခ်ဳပ္သန္းေရႊ ေကာင္းေကာင္း သိထားပါသည္။ ျမန္မာျပည္သူမ်ားက စစ္သေဘၤာမ်ား သယ္ေဆာင္လာမည့္ ရိကၡာ အကူအညီမ်ား သက္သက္မွ်ကိုသာ ေစာင့္ေမွ်ာ္ေနၾကျခင္း မဟုတ္ပါ။

၁၉၈၈ ဒီမိုကေရစီအေရးေတာ္ပံုကာလတြင္ ျမန္မာစစ္အာဏာပိုင္မ်ားက စက္တင္ဘာလ ၁၂ ရက္ေန႔ နံနက္၌ Coral Sea အမည္ရ ေလယာဥ္တင္သေဘၤာ အပါအ၀င္ အေမရိကန္ ေရတပ္စစ္သေဘၤာ ၅ စီးကို ျမန္မာ့ေရပိုင္နက္အနီး ေရာက္ရွိလာ ခဲ့သည္ ဆိုၿပီး၊ အေမရိကန္ သံရံုးကို ေစာဒကတက္ ကန္႔ကြက္ခဲ့ပါေသးသည္။ စစ္တပ္အာဏာသိမ္းမႈ မျဖစ္ပြားမီ ၆ ရက္ အလိုတြင္ ဤသို႔ ၀င္လာခဲ့ၾကသည္ဟု ဆိုသည္။

ဤသို႔ ႏိုင္ငံျခား စစ္သေဘၤာမ်ား ေတြ႔ရသည့္ လကၡဏာကို ယခင္အာဏာရွင္ေဟာင္း ဗိုလ္ခ်ဳပ္ေန၀င္းအပါအ၀င္ ျမန္မာ စစ္ေခါင္းေဆာင္မ်ားက အလြန္အမင္း စိုးရိမ္မႈ ရွိၾကပါသည္။ သို႔ေသာ္လည္း ၁၉၇၀ ခုႏွစ္ကာလမ်ားက ဦးေန၀င္းသည္ အေမရိကန္ျပည္ေထာင္စုထံမွ မူးယစ္ေဆး၀ါး ဆန္႔က်င္ေရးႏွင့္ ကြန္ျမဴနစ္သူပုန္မ်ားကို ႏွိမ္နင္းေရးအတြက္ ရဟတ္ယာဥ္ မ်ားအပါအ၀င္ စစ္ေရးအကူအညီမ်ားကို ရရွိ ခံစားႏိုင္ခဲ့ၾကပါေသးသည္။

၎အတိတ္ကာလမ်ားက ျမန္မာႏိုင္ငံအေနျဖင့္ စစ္အရာရွိမ်ားကို အေမရိကန္ရွိ စစ္တကၠသိုလ္ေက်ာင္းမ်ားသို႔ ပို႔ေဆာင္၍ ေလ့က်င့္ သင္ယူေစႏိုင္ခဲ့ၾကပါသည္။ ျမန္မာႏိုင္ငံ၏ တရား၀င္မူ၀ါဒအရ ဆိုလွ်င္ ပဋိပကၡျဖစ္ေနေသာ အေနအထားမွလြဲ၍ က်န္ကာလမ်ားတြင္ အေမရိကန္မ်ားကို ႀကိဳဆိုသည့္သေဘာထားရွိၿပီး ယခုတိုင္လည္း ဤမူကို ဆက္လက္ကိုင္စြဲထားဆဲ ျဖစ္ပါသည္။

ဤမူအရ ၁၉၈၈ ခုႏွစ္ လူထုအံုႂကြမႈကာလ၊ မၿငိမ္မသက္ျဖစ္ေနစဥ္တြင္ အေမရိကန္သံရံုးရွိ ၎တို႔၏၀န္ထမ္းမ်ားကို ကယ္ဆယ္ထုတ္သြားႏိုင္ေရး အတြက္ စီ-၁၃၀ အမ်ဳိးအစား ကုန္တင္ယာဥ္တစီး ျမန္မာျပည္သို႔ ဆင္းသက္ခြင့္ျပဳရန္ ေတာင္းဆိုခ်က္ကို ျမန္မာစစ္ေခါင္းေဆာင္မ်ားက ျငင္းဆန္ခဲ့ၾကဖူးပါသည္။

ထိုအခ်ိန္က ေကာလာဟလမ်ားလည္း ထြက္ေပၚေနခဲ့ပါသည္။ ျမန္မာႏိုင္ငံရွိ ဒီမိုကေရစီအင္အားစုမ်ားကို အကူအညီေပး ေရးအတြက္ အေမရိကန္ စစ္သေဘၤာမ်ား လမ္းတြင္ လာေနၾကၿပီဟု လူအမ်ားက ေျပာဆိုေနခဲ့ၾကပါသည္။ ဤေကာလာ ဟလမ်ားေၾကာင့္ပင္ ၁၉၈၈ ခုႏွစ္ စက္တင္ဘာ ၁၈ ရက္ စစ္အာဏာသိမ္းမႈအၿပီးတြင္ ေထာင္ႏွင့္ခ်ီသည့္ ျမန္မာျပည္သူ မ်ား နယ္စပ္ေဒသႏွင့္ ေတာတြင္းသို႔ ထြက္ခြါ၍ လက္နက္ကိုင္တိုက္ရန္ ႀကိဳးပမ္းခဲ့ၾကျခင္း ျဖစ္သည္။ သို႔ေသာ္လည္း ဤ ေကာလာဟလမ်ားမွာ အမွန္ မျဖစ္ခဲ့ဘဲ စိတ္ကူးယဥ္သက္သက္မွ်သာ အျဖစ္ရွိခဲ့ပါသည္။ အေမရိကန္ စစ္သေဘၤာမ်ား ကလည္း အမွန္တကယ္ ေရာက္ရွိမလာခဲ့ၾကပါ။

ဤအျဖစ္မွ ႏွစ္ ၂၀ ၾကာသည့္ကာလတိုင္ ျမန္မာျပည္သူမ်ားက စစ္သေဘၤာမ်ားကို ေစာင့္ေမွ်ာ္ေနၾကဆဲ ျဖစ္သည္။ ယခု တႀကိမ္တြင္မူ လူသားခ်င္းစာနာသည့္ အကူအညီမ်ား ေပးပို႔ႏိုင္ရန္အတြက္ ျဖစ္သည္။ သို႔ေသာ္လည္း ေၾကကြဲဖြယ္ကိစၥမွာ ယခုတႀကိမ္တြင္လည္း ဤသေဘၤာမ်ား အမွန္တကယ္ ေရာက္မလာဘဲ စိတ္ကူးယဥ္သဖြယ္သာ ျဖစ္ခဲ့ရျခင္း ျဖစ္သည္။

အေမရိကန္ျပည္ေထာင္စုက ၂၀၀၃ ခုႏွစ္တြင္ အီရတ္သို႔ က်ဴးေက်ာ္တိုက္ခိုက္ခဲ့ရာ၌ ျမန္မာျပည္သူမ်ား အၾကား၌ အခ်င္း ခ်င္း တီးတိုး ရယ္စရာ ေျပာခဲ့ၾကေသးသည္။ " စိန္ၿပီးလွ်င္ ေရႊလာလိမ့္မည္" ဟု ဆိုခဲ့ၾကသည္။ အီရတ္အာဏာရွင္ ဆက္ဒမ္ဟူ (စိန္) ၿပီးလွ်င္ေတာ့ ျမန္မာစစ္အာဏာရွင္ ဗိုလ္ခ်ဳပ္မွဴးႀကီး သန္း (ေရႊ) အလွည့္က်လာမည္ဟု ရည္ညႊန္းေျပာ ဆိုၾကျခင္း ျဖစ္သည္။

ယခုတႀကိမ္တြင္လည္း ေကာလာဟလအသစ္တခုက လူအမ်ား ပါးစပ္ျဖားတြင္ ေရပန္းစားေနျပန္ၿပီ ျဖစ္သည္။

လူအမ်ားက စိတ္ပ်က္အားေလွ်ာ့စြာျဖင့္ ေကာင္းကင္ေပၚသို႔ ေမာ့ၾကည့္၍ ေလယာဥ္မ်ားမွ က်ဆင္းလာမည့္ အကူအညီ ပစၥည္းမ်ား ေစာင့္ေမွ်ာ္ေနၾကစဥ္တြင္ အၾကံေပးနကၡတ္ေဗဒင္ဆရာတဦးက ဗိုလ္ခ်ဳပ္သန္းေရႊကို ေျပာလာသည္ဟု ဆိုပါ သည္။ အကယ္၍ ယူနီေဖာင္း၀တ္ လူျဖဴတဦးသာ ျမန္မာ့ေျမေပၚသို႔ ဆင္းသက္လာခဲ့ပါက စစ္အစိုးရ ခ်က္ခ်င္းၿပိဳကြဲရၿခိမ့္ မည္ဟု ဆိုပါသည္။ ဤအေၾကာင္းေၾကာင့္ပင္ ဗိုလ္ခ်ဳပ္သန္းေရႊက အေမရိကန္ေရတပ္မ်ား အကူအညီေပးလာမည့္ ကိစၥ ကို ျငင္းဆန္ေနျခင္း ျဖစ္ပါသည္။ သူႏွင့္အတူ ေဗဒင္နကၡတ္အယူသည္းလွသည့္ ၎၏ဇနီး ေဒၚႀကိဳင္ႀကိဳင္ကလည္း ေထာက္ခံ တိုက္တြန္းေပးေနပံု ရပါသည္။

ကမ္းတက္ေရယာဥ္မ်ားႏွင့္ ရဟတ္ယာဥ္မ်ားမွ ကယ္ဆယ္ေရးပစၥည္းမ်ားႏွင့္ ဆင္းသက္လာမည့္ အေမရိကန္စစ္သားမ်ား ကို "သူတို႔လြတ္ေျမာက္ေရးအတြက္ ကယ္ဆယ္ေပးၾကမည့္ တပ္ဖြဲ႔မ်ား" ဟု အထင္မွားႏိုင္ၾကပါသည္။ ဤအခ်ိန္တြင္ ဧရာ ၀တီျမစ္၀ကၽြန္းေပၚေဒသ၏ ျပင္ပေနရာမ်ားတြင္ပါ လူထုအံုႂကြမႈမ်ား မီးေမႊးေပးလိုက္သလို ထေတာက္လာၾကမည္မွာ သံသယရွိစရာ မလိုပါ။ မုန္တိုင္းဒဏ္သင့္၍ ရွင္က်န္ရစ္ရသူမ်ားက အကူအညီမ်ား ေတာင္းဆိုၾကမည့္အျပင္၊ ယခုအခါ ယာယီဒုကၡသည္စခန္းမ်ားမွ ႏွင္ထုတ္ခံေနၾကရသည့္ ဒုကၡသည္မ်ားကလည္း အကူအညီေတာင္းၾကမည္မွာ မလြဲပါ။ ျမန္မာ တပ္ဖြဲ႔မ်ားႏွင့္ ႏိုင္ငံျခားတပ္ဖြဲ႔မ်ားအၾကား လက္နက္ကိုင္ ၿငိစြန္းရမႈမ်ားလည္း ရွိလာႏိုင္ပါသည္။ ဧရာ၀တီျမစ္၀ကၽြန္းေပၚ ေဒသသည္ပင္ စစ္ေျမတလင္း ျဖစ္သြားႏိုင္ပါေသးသည္။

သို႔ေသာ္လည္း ဤစစ္ပြဲမ်ား ျဖစ္လာပါက ဧရာ၀တီျမစ္၀ကၽြန္းေပၚမွ်ႏွင့္ပင္ တန္႔ေနလိမ့္မည္ မဟုတ္ပါ။ ေနျပည္ေတာ္ရွိ ဖိႏွိပ္ အုပ္ခ်ဳပ္ေနသည့္ စစ္အစိုးရကို ဆန္႔က်င္မည့္ ႏိုင္ငံလံုးဆိုင္ရာ လူထုအံုႂကြမႈလည္း ျဖစ္သြားႏိုင္ပါေသးသည္။

အေမရိကန္စစ္သားမ်ားကို ဗိုလ္ခ်ဳပ္သန္းေရႊ၏ ခံတပ္ ေနျပည္ေတာ္ကို တိုက္ခိုက္ရန္ႏွင့္ စစ္အစိုးရကို ဖယ္ရွားေပးရန္ ေတာင္းဆိုမႈမ်ားလည္း ျဖစ္လာႏိုင္ပါသည္။ ေလ့လာသူမ်ားႏွင့္ အတိုက္အခံမ်ားက ဗိုလ္ခ်ဳပ္သန္းေရႊ၏ စစ္အစိုးရကို ျဖဳတ္ခ်ရန္ နာရီ၀က္မွ်ပင္ မၾကာႏိုင္ဟု ဆိုၾကပါသည္။ ဗိုလ္ခ်ဳပ္သန္းေရႊႏွင့္ ၎၏ လက္ေ၀ခံ လူ ၂၀ ေက်ာ္ခန္႔ အုပ္စု ကိုသာ ဖယ္ရွားလိုက္ရန္ လိုအပ္ပါသည္။

ျမန္မာစစ္တပ္ကပါ ဤသို႔ေသာ သမိုင္း၀င္အခြင့္အေရးမ်ဳိးကို ပူးေပါင္းလက္တြဲ ဆင္ႏႊဲၾကလိမ့္မည္ဟု လူအမ်ားက ယံုၾကည္ ထားၾကပါသည္။

ဤအျဖစ္က ယခုတႀကိမ္တြင္လည္း စိတ္ကူးယဥ္အိပ္မက္အျဖစ္မွ်သာ က်န္ခဲ့ၿပီ ျဖစ္သည္။ ဗိုလ္ခ်ဳပ္သန္းေရႊကို တရား ဥပေဒေရွ႔ေမွာက္ ပို႔ႏိုင္ရန္ အခြင့္အေရးမွ တႀကိမ္လႊဲေရွာင္ႏိုင္ခဲ့ျပန္ၿပီ ျဖစ္ၿပီး၊ ျပည္သူျပည္သား ေထာင္ေပါင္းမ်ားစြာ၏ အသက္ကို စေတး၍ သူ၏ လြတ္ရာလြတ္ေၾကာင္း လမ္းရွာေဖြႏိုင္ခဲ့ျပန္ၿပီ ျဖစ္သည္။ စစ္သေဘၤာမ်ားကလည္း ဒုကၡသည္ မ်ားကို ကယ္ဆယ္ေရးအကူအညီမ်ား မေပးႏိုင္ဘဲ လက္ပိုက္ၾကည့္ေနခဲ့ရပါသည္။

ဤစစ္သေဘၤာမ်ားကို ျမန္မာ့ေရပိုင္နက္အတြင္းသို႔ ၀င္ခြင့္မျပဳႏိုင္ေၾကာင္း အေမရိကန္ျပည္ေထာင္စုက ကနဦးကပင္ သိရွိ ထား၊ ႀကိဳတြက္ထားသည္လည္း ျဖစ္ႏိုင္ပါသည္။ သူတို႔၏ တပ္ဖြဲ႔၀င္မ်ားက ကယ္ဆယ္ေရးပစၥည္းမ်ားကို ခ်ေပးရမည့္အစား လူမုန္းမ်ားလွသည့္ စစ္အစိုးရကို ဖယ္ရွားရျခင္းမ်ဳိးႏွင့္လည္း ေနာက္ဆံုး ၾကံဳႀကိဳက္ရေကာင္း ၾကံဳရႏိုင္ပါသည္။ ယခုသူတို႔ ၾကံဳႀကိဳက္ရသည့္ တာ၀န္သည္လည္း မၿပီးဆံုးေသးသည့္ တာ၀န္မ်ဳိး ျဖစ္ႏိုင္ပါသည္။ သူတို႔အတြက္ မခက္ခဲလွသည့္ ျမန္မာ ႏိုင္ငံ၏ ႏိုင္ငံေရးအရႈပ္ကို ရွင္းရန္လည္း ျဖစ္ႏိုင္ပါသည္။ သို႔ေသာ္လည္း ေသခ်ာသည္မွာ ဤတာ၀န္က နာဂစ္ ဆိုက္ကလုန္း မုန္တိုင္းေၾကာင့္ က်န္ခဲ့သည့္ အပ်က္အစီးမ်ားကို ရွင္းလင္းရသည္ေလာက္ ခက္ခဲပင္ပန္းလွမည္ မဟုတ္ျခင္းပင္။

Read More......

Thursday, June 5, 2008

မုန္တိုင္းေၾကာင့္ ပင္လယ္ကမ္းနီး ငါးဖမ္းေရယာဥ္ ၉၀ ရာခိုင္ႏႈန္း နစ္ျမႇဳပ္

via Khitlunge on 6/5/08
မုန္တိုင္းေၾကာင့္ ပင္လယ္ကမ္းနီး ငါးဖမ္းေရယာဥ္ ၉၀ရာခိုင္ႏႈန္းနစ္ျမႇဳပ္ခဲ့ရာ ျမန္မာ့ေရလုပ္ငန္း က႑အတြက္ အႀကီးမားဆံုး ဆံုး႐ံႈးမႈျဖစ္ခဲ့ေၾကာင္း ျမန္မာႏိုင္ငံငါးလုပ္ငန္းအဖြဲ႔ခ်ဳပ္မွ အႀကီးတန္းဒုတိယ ဥကၠ႒(၁) ဦးလွေမာင္ေရႊက ေျပာၾကားသည္။ ကမ္းေဝးေရယာဥ္အေနျဖင့္ ရန္ကုန္တိုင္းႏွင့္ ဧရာဝတီတိုင္း အတြင္းရွိ ရန္ကုန္အေျချပဳ ကမ္းေ၀းငါးဖမ္းေရယာဥ္ ၄၁စင္း၊ ဧရာ၀တီျမစ္ဝ ကၽြန္းေပၚေဒသ အေျချပဳ ငါးဖမ္းေရယာဥ္ ၃၂၉စင္းနစ္ျမႇဳပ္ခဲ့ၿပီး ၁၈စင္းေသာင္တင္ခဲ့ေၾကာင္း ယင္းမွာေမလ၁၄ရက္ ေနာက္ဆံုးေကာက္ယူ ရရွိခဲ့သည့္ စာရင္းမ်ားျဖစ္ေၾကာင္း ဦးလွေမာင္ေရႊကေျပာသည္။ ကမ္းနီးစက္တပ္ ေရယာဥ္ ၄၅၅၀ ေက်ာ္ႏွင့္ စက္မဲ့ေရယာဥ္ ၁၂၀၀ေက်ာ္ နစ္ျမႇဳပ္ခဲ့ေၾကာင္း၊ နစ္ျမႇဳပ္ေရယာဥ္ အမ်ားစုမွာ ပင္လယ္ျပင္၌ ငါးဖမ္းစဥ္ နစ္ျမႇဳပ္ခဲ့ျခင္းျဖစ္ကာ ရန္ကုန္တိုင္းႏွင့္ ဧရာဝတီတိုင္းအတြင္းရွိ ကမ္းနီးေရယာဥ္မ်ား၏ ၉၀ရာခိုင္ႏႈန္းျဖစ္ေၾကာင္း သိရသည္။ အလားတူ ရန္ကုန္တိုင္းႏွင့္ ဧရာဝတီတိုင္း အတြင္း၌ ေရလုပ္သားေသဆံုး စုစုေပါင္း ၁၈၀၀၀ ေက်ာ္ ရွိေနၿပီး ေနာက္ဆက္တြဲသတင္းမ်ားလက္ခံေနဆဲျဖစ္ရာ ေသဆံုးသူ ဦးေရ ၂၅၀၀၀ ဦးခန္႔ ေသဆံုးဖြယ္ရွိေၾကာင္း ေပ်ာက္ဆံုးသူဦးေရမွာ ၁၀၀၀၀ခန္႔ ရွိေၾကာင္း ေကာက္ခံရရွိသည့္ စာရင္းမ်ားအရ သိရသည္

Read More......

Wednesday, June 4, 2008

Is Oil the Next 'Bubble' to Pop?

4 June 2008 Bangkok Post By Guy Chazan and Neil King Jr.

Is there an oil bubble that is about to burst?

Some big voices on Wall Street think so, predicting the oil market could tilt sharply south soon if the U.S. dollar strengthens and demand for crude oil weakens in some key consuming countries. Tightness on the supply side could also ease, they say, as some big refineries and new oil fields come onstream over the next few months and the outlook for the Chinese economy clouds over.


But don't count on a price plunge just yet. While oil has eased off its record of just over $133 nearly two weeks ago, to $124.31 currently, there are still strong reasons to believe that the benchmark U.S. crude could hover at about $120 a barrel well past summer.

At issue are deep disagreements over what is driving the run-up in oil prices.

In the search for scapegoats, many on Capitol Hill in the U.S. and elsewhere are now blaming oil-futures speculators, noting the vast cash inflows into commodity index funds. But those skeptical of a sharp price fall point to a raft of continued gloomy news on the fundamental supply-and-demand side, arguing that an already tight market isn't likely to loosen for months.

Like the Dot-Com Boom?
The bearish argument has grown increasingly loud over the past week. Lehman Brothers on Friday compared the rally to the one-upmanship of the dot-com boom: Wall Street analysts have repeatedly raised their price forecasts as oil prices have soared, driving new investor flows that have pushed prices to still-higher levels, leading to still-higher price forecasts. Lehman sees the "classic ingredients of an asset bubble," with financial investors driven by a "herd" instinct and chasing past performance.

Hedge-fund manager George Soros also has chimed in. "We are currently experiencing the bursting of a housing bubble and, at the same time, a rise in oil and other commodities which has some of the earmarks of a bubble," he said Tuesday in prepared testimony before the U.S. Senate. Mr. Soros cautioned, though, that a crash in oil markets was "not imminent."

Economists who have cited the dollar's fall as a key factor in the rising price of oil now argue that that linkage is set to reverse. With the dollar now showing signs of strength, and the fears of inflation ebbing, oil prices also should fall, they say. Federal Reserve Chairman Ben Bernanke's comment Tuesday that further interest-rate cuts are unlikely gave the dollar another upward jolt.

To back its dot-com analogy, Lehman Brothers cites evidence that institutional investors, including sovereign-wealth funds, have been increasing their exposure to commodities. The investment house calculates that from January 2006 to mid-April 2008, more than $90 billion of incremental investor flows was devoted to assets under management by commodity indexes. It said for every $100 million in new inflows, the price of West Texas Intermediate, the U.S. benchmark, increased by 1.6%.

Yet others dispute the view that the run-up in crude oil is investor-driven. "This is the price you get if supply doesn't expand for five years and demand continues to grow as it has done for the last four to five years," says Paul Horsnell, an analyst with Barclays Capital in London. Prices will "continue testing upward" unless the supply-and-demand picture changes substantially, he says.

Others have also disputed the evidence that investors are driving up the price of crude.

In written testimony to the U.S. Senate last month, Jeffrey Harris, chief economist of the Commodity Futures Trading Commission, said that while futures-contract prices for WTI have more than doubled during the past 14 months, managed-money positions, as a fraction of the overall market, have changed very little.

"Speculative position changes have not amplified crude-oil futures price changes," he wrote. "More specifically, the recent crude-oil price increases have occurred with no significant change in net speculative positions." He also said there was no evidence that position changes by speculators "precede price changes" for crude-oil-futures contracts.

Seeking Their Footing
Mr. Horsnell and others contend that after their precipitous rise to $133, oil prices are now seeking a new equilibrium. Even the normally bearish Energy Department doesn't see prices falling far soon. Guy Caruso, head of the department's Energy Information Administration, cited continued tight global supplies Monday when he predicted that oil will stay above $100 a barrel through 2009.

The main factor cited for sustained high prices is the surprisingly steep fall so far this year in production from some of the world's key exporters, particularly Mexico, Russia and Venezuela. The big producers within the Organization of Petroleum Exporting Countries have largely held their output steady since late last year.

Despite declining demand in the U.S., the thirst for petroleum products -- above all diesel -- continues apace in much of the developing world.

China's Needs
Rocked by the recent earthquake, China is now scrounging for all available sources of diesel to power thousands of generators that have taken the place of downed power plants. Surging domestic demand among Persian Gulf countries also continues to nibble away at available oil exports.

"What will turn this around is a real change in what has pushed this up in the first place, which would be a notable shift on the supply-demand front," said Mr. Horsnell. "So far, we aren't seeing that."

Lehman is in the camp that expects the supply-demand balance to change in the coming months. New Saudi oil production should come onstream soon, as well as big new refineries that will ease bottlenecks and bring greater competition in oil-products markets. Russia is enacting tax breaks that many hope will lift stagnant oil production.

Meanwhile, oil-demand growth is expected to ease in fuel-hungry China, as the economic slowdown in its Western export markets takes hold. China also has been stockpiling fuel in the run-up to the Olympics, and with the Games over, imports might slow.

All this could "set the stage for a significant correction" in the oil price, says Michael Waldron, an analyst with Lehman. Yet even he predicts that may not happen before the end of the year.

Read More......

บัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน(บัตรเลขศูนย์) - what is its status?

From: http://www.ranongpoc.com

บัตร ประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือบัตรที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ที่นำหน้าด้วยเลข 0 เป็นบัตรที่ใช้แสดงตนสำหรับบุคคลที่ไม่มีชื่อในระบบทะเบียนราษฎร หรือบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยผู้ที่มีบัตรแสดงตัวดังกล่าว เป็นกลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยที่มีความเกี่ยวพันกับผู้ที่ได้รับ การจัดทำทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อยไว้เดิมแต่ตกสำรวจ

โดยบุคคลใน กลุ่มหมายเลขนี้ เป็นบุคคลที่จะต้องอยู่ในเขตที่ทางราชการผ่อนผันเท่านั้น หมายถึง จะต้องอยู่ในเขตอำเภอที่ได้ลงทะเบียนสำรวจไว้ในขณะที่ทำการสำรวจทางทะเบียน ประวัติ แต่บัตรฯดังกล่าวไม่ใช่บัตรประจำตัวประชาชน บุคคลดังกล่าวจะมีบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อได้สัญชาติไทยเท่านั้น โดยจะต้องได้รับการกำหนดสถานะตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของ บุคคล ตามที่ทางราชการจะได้กำหนด และประกาศให้ทราบต่อไป

Read More......

Tuesday, June 3, 2008

Panty cake for the junta

I mentioned the Panties for Peace campaign where women are encouraged to send their panties to the generals controlling Myanmar in order to drain their power. I was watching the show Woman to Woman on TV yesterday morning and they talked about that campaign and showed a picture of a birthday cake that was made for the junta leader Than Shwe. The cake is shaped like ladies' panties and has a picture of Than Shwe on the crotch and on his head are more panties. It's insulting, for sure. But I'm not sure it will drain his powers. I read that they believe they must actually touch women's panties to lose power. Hmmm. Their lovemaking skills must really be lacking, hehe.

Ref: Asian Sweet Heart

Read More......

Thailand Inflation at 10-year high

May rate of 7.6 per cent forces BOT to revise its forecasts

BANGKOK: -- Thailand's inflation rate soared to 7.6 per cent in May, the highest in nearly a decade, due to the unrelenting rise of oil prices.

According to the Commerce Ministry, May inflation was the highest since August 1998, prompting the Bank of Thailand to announce it would revise its economic growth and inflation rate forecast for the year.


"The BOT will revise its forecast of economic indicators again as oil prices now have already surged higher than the worst-case scenario," BOT senior director Amara Sriphayak said.

The central bank forecast for GDP growth in 2008 is currently 4.8 to 6 per cent. The central bank also forecast headline and core inflation for this year at 4-5 per cent, and 1.5-2.5 per cent, respectively.

Amara said the inflation rate is a cause for concern as oil prices are rising continually. Currently, however, the central bank considers an equal risk between growth and inflation.

"Higher inflation and the rising cost of living because of oil prices makes people more cautious about spending money," Bloomberg quoted Kasikornbank president Prasarn Trairatvorakul as saying.

Consumer confidence, which fell for the first time in six months in April, may decline further in coming months as oil prices increase, said Thanavath Phonvichai, an economist at the University of Thai Chamber of Commerce.

According to Bloomberg, Indonesia's consumer prices rose 10.4 per cent in May from a year ago, while India's inflation has accelerated to its fastest pace in more than three and a half years.

The Thai government also asked four refineries controlled by state-owned PTT to cut diesel prices for six months to ease inflation.

"The ministry will look at all products to see what we can do to reduce the public's burden," Bloomberg quoted Commerce Ministry permanent secretary Siripol Yodmuangcharoen as saying.

The inflation rate in Thailand, Southeast Asia's second-largest economy, may be as high as 5.8 per cent this year, up from 2.3 per cent in 2007.

Read More......
Template by : kendhin x-template.blogspot.com