Showing posts with label สังคม. Show all posts
Showing posts with label สังคม. Show all posts

Monday, August 25, 2008

ให้กินหนูสู้กับข้าวปลาแพง และช่วยป้องกันข้าวไม่ให้ถูกกิน




ให้กินหนูสู้กับข้าวปลาแพง และช่วยป้องกันข้าวไม่ให้ถูกกิน


รัฐบาลของรัฐพิหารทางภาคอีสานของอินเดีย ได้ชักชวนประชาชนให้หันมากินหนูเป็นอาหารแทน เพื่อต่อสู้กับราคาอาหารที่แพงขึ้น และยังเป็นการช่วยสงวนข้าวปลาอาหารด้วย

เจ้าหน้าที่ของรัฐได้เรียกร้องให้พลเมืองทุกคนไม่ว่าจะเศรษฐีหรือยาจกให้หันมากินหนูต่างข้าว และยังจะได้ให้ร้านอาหารต่างๆ ปรุงอาหารด้วยหนูจำหน่ายด้วย "หากกินหนูจะเท่ากับยิงนก 2 ตัวด้วยกระสุนนัดเดียว เพราะจะช่วยป้องกันรักษาข้าวไว้ ไม่ให้ถูกหนูกิน ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณข้าวตามยุ้งฉางให้มากขึ้นด้วย" เจ้าหน้าที่อ้างว่า ฝูงหนูได้รุมกัดกินข้าวตามไร่นาและยุ้งฉางต่างๆ หมดไปถึงเกือบครึ่งต่อครึ่ง

รัฐมนตรีจิต ราม มั่นใจกล่าวอ้างว่า
"เราควรจะกินเนื้อหนูอันเป็นคุณแก่ร่างกายต่างข้าวที่แพงกันทุกคน เราร้อนใจอยากให้ทุกคนทำตาม เพราะวิกฤตการณ์อาหารกำลังร้ายแรงขึ้นทุกวัน" และเสริมว่าตัวเขาก็ยังกินหนูเช่นกัน ปัจจุบันในรัฐพิหารยังมีแต่พวกวรรณะต่ำ และคนยากคนจนเท่านั้น ที่กินหนูเป็นอาหาร.

ที่มา : ไทยรัฐ

Read More......

Sunday, August 3, 2008

The Top Ten Languages Spoken in The World

via Megamisc - Blog of Tips and Tricks by noreply@blogger.com (Mr. Megamisc) on 8/1/08






วัสดีครับ

โลกของเราแบ่งเป็นประเทศได้ประมาณเกือบ 200 ประเทศ มีประชากรรวมแล้วประมาณ 6.8 พันล้านคน มีภาษาที่ใช้สื่อสารอยู่ประมาณ 6,800 ภาษา ในจำนวนนี้ 2260 ภาษามีภาษาเขียนด้วย (รายละเอียดจาก: http://www.yourdictionary.com/languages.html) ในจำนวนหลายพันภาษานี้ มีเพียงไม่กี่ภาษาที่มีคนใช้มากเกินกว่า 100 ล้านคน มาดูกันว่า ภาษาที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก 10 อันดับประกอบด้วยภาษาอะไรบ้าง?

10. ภาษาฝรั่งเศส ได้ชื่อว่าเป็นภาษาที่ไพเราะที่สุดในโลก เป็นภาษาที่ใฃ้กันอย่างกว้างขวางนับสิบประเทศ เช่นฝรั่งเศส เบลเยี่ยม แคนาดา รวันดา คาเมรูน ไฮติ ฯลฯ ทั่วโลกมีผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสอยู่ประมาณ 129 ล้านคน

9. ภาษามาเลย์ เป็นภาษาที่ใช้กันในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีผู้ใช้ภาษานี้ประมาณ 159 ล้านคน

8. ภาษาโปรตุเกส หลังจากที่โปรตุเกสได้รับอิสรภาพจากสเปนในศตวรรษที่ 12 โปรตุเกสเป็นประเทศแรกๆ ในยุคนั้น ที่เริ่มการแสวงหาดินแดนใหม่ๆ ทำให้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาหลักที่ใช้ในประเทศอดีตอาณานิคมที่กระจายอยู่ทั่วโลก ที่สำคัญๆ ได้แก่ บราซิล มาเก๊า อังโกลา เวเนซูเอลา และโมซัมบิก คาดว่าทั่วโลกมีคนใช้ภาษาโปรตุเกสอยู่ประมาณ 191 ล้านคน

7. ภาษาบังกาลี เป็นภาษาที่ใช้พูดกันในบังกลาเทศ และบางส่วนของประเทศอินเดีย มีผู้ใช้ภาษานี้ประมาณ 211 ล้านคน

6. ภาษาอราบิค ภาษาอราบิคหรือภาษาอาหรับเป็นหนึ่งในภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอราเบีย คูเวต อิรัค ซีเรีย จอร์แดน เลบานอน และอียีปต์ นอกจากนี้ภาษาอาหรับยังเป็นภาษาในคัมภีร์ศาสนาของชาวมุสลิมอีกด้วย ทำให้ผูนับถือศาสนาอิสลามมีความรู้ในภาษาอาหรับด้วย นับแต่ปี 1974 ภาษาอาหรับได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในหกภาษาทางการในองค์การสหประชาชาติอีกด้วย ทั่วโลกมีผู้ใช้ภาษาอาหรับอยู่ประมาณ 246 ล้านคน

5. ภาษารัสเซีย นอกจากเป็นภาษาประจำชาติของประเทศรัสเซียแล้ว ภาษารัสเซียยังใช้กันอย่างกว้างขวางในประเทศที่อยู่ในอดีตสหภาพโซเวียตอีกด้วยเช่น เบลารุส คาซัคสถาน มีผู้ใช้ภาษานี้อยู่ประมาณ 277 ล้านคนทั่วโลก

4. ภาษาสเปน นอกจากภายในประเทศสเปนเองแล้ว ประเทศในอเมริกาใต้ส่วนใหญ่ (ยกเว้นบราซิลและเวเนซูเอลา) ]ล้วนแต่ใช้ภาษาสเปน รวมทั้งบางส่วนของสหรัฐอเมริกาด้วย ที่ยังมีการใช้ภาษาสเปนอยู่ ภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็มีการนำคำจากภาษาสเปนมาใช้ด้วย เช่น tornado, bonanza, etc. คาดว่ามีผู้ใช้ภาษานี้อยู่ 392 ล้านคน

3. ภาษาฮินดู มีผู้ใช้อยู่ประมาณ 497 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอินเดีย

2. ภาษาอังกฤษ ถึงแม้จะไม่ใช่ภาษาที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก แต่ภาษาอังกฤษกลับเป็นภาษาที่ ใช้เป็นภาษาอย่างเป็นทางการมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก รวมทั้งในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย อาฟริกาใต้ และแคนาดา คาดว่าทั่วโลกมีผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักอยู่ประมาณ 508 ล้านคน

1. ภาษาจีนกลาง (ภาษาจีนแมนดาริน) เป็นภาษาทางการของประเทศจีน มีผู้ใช้อยู่ประมาณ 1,000 พันล้านคน จากประชากรทั่วประเทศประมาณ 1.3พันล้านคน มากกว่าภาษาอังกฤษถึง 2 เท่า


Read More......

ไหว้พระขอพรเก้าพระอารามหลวง

via Thailand Travel Guide by thailand travel guide on 8/2/08

ไหว้พระ 9 วัด หรือ ไหว้ พระขอพร 9 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นการจัดกิจกรรมนำร่องขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในแหล่งท่องเที่ยวรอบ เกาะกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร

คติ ของสถานที่แต่ละแหล่งที่เราเลือกขึ้นมาใช้เป็นจุดขายสร้างกระแสโน้ม น้าวกระตุ้นให้คนเลือกตัดสินใจเดินทางเข้าไปท่องเที่ยว "ไหว้พระ 9 วัด" ในวัดและสถานที่ต่างๆ บริเวณเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร มีคติว่า "เดินทางปลอดภัย มีมิตรไมตรีที่ดี"

วัดชนะสงครามวรมหาวิหาร
วัดชนะสงครามวรมหาวิหาร มีคติว่า "มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง"

วัดพระเชตุพนฯ
วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) มีคติว่า "ร่มเย็นเป็นสุข"

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีคติว่า "แก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมา" หรือ "เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรัตนตรัย"

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร มีคติว่า "มีคนนิยมชมชื่น"

วัดสุทัศนเทพวรารามฯ
วัดสุทัศนเทพวรารามฯ มีคติว่า "มีวิสัยทัศนกว้างไกลมีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป"

วัดอรุณราชวรารามฯ
วัดอรุณราชวรารามฯ มีคติว่า "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน"

วัดบวรนิเวศวิหาร
วัดบวรนิเวศวิหาร มีคติว่า "พบแต่สิ่งที่ดีงามในชีวิต"

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มีคติว่า "เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล"


แผนที่

source: ไหว้พระ 9 วัด

Read More......

Monday, July 14, 2008

วันเข้าพรรษา






วันเข้าพรรษา
ตรงกับ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘
หรือ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส

"เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11
กิจกรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันเข้าพรรษา
๑. ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา
๒. ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่ภิกษุสามเณร
๓. ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถ


๏ ๏ ๏ เข้าพรรษา...............พาใจให้ใกล้วัด
ย่อมช่วยพัฒนาจิต...............ไม่คิดหมอง
จักทำการสิ่งใด...............ควรไตร่ตรอง
เพื่อประคองใจพ้น...............ทางอบาย

๏ ๏ ๏ จึงขอฝากเพื่อนรัก...............ท่านนักดื่ม
จงทำลืมสักนิด...............มิตรสหาย
ไตรมาสนี้ควรมาออก...............กำลังกาย
แล้วจูงตาพายาย...............ไปทำบุญ ๚๛

Ref : www.numtan.com

Read More......

Friday, July 11, 2008

“แซ่” ชาวจีนกำเนิดขึ้นแต่หนไหน

via Stock2Morrow Community by PK on 7/10/08
แซ่ (姓)
คือคำเรียกนามสกุล ของชาวจีน ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับไทยคือ ลูกใช้แซ่ตามพ่อ แต่ต่างกันที่แซ่ของชาวจีน จะวางไว้หน้าชื่อ ส่วนของไทย หรือชาติตะวันตก จะวางไว้หลังชื่อ

แซ่นั้นเริ่มกำเนิดขึ้น ตั้งแต่ยุคสังคมแรกเริ่มของจีน (ราว 5,000 ปีก่อน) แต่ในเวลานั้น ชาวจีนยกมารดรเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นการสืบวงศ์ตระกูล จึงสืบสายจากทางแม่ ลูกที่มาจากแม่คนเดียวกัน จะอยู่กันเป็นกลุ่ม และไม่สามารถ แต่งงานกันภายในกลุ่มได้ จะต้องแต่งข้ามกลุ่ม ต่อมาเพื่อให้ มีการแบ่งแยกกลุ่มอย่างเด่นชัด จึงได้มีการกำหนดให้ใช้ แซ่กำกับแต่ละวงศ์ตระกูล

ในชาติวงศ์ที่สืบสายจากแม่นั้น ลูกชายหญิง จะได้รับถ่ายทอดแซ่จากแม่ และแน่นอนว่า คนแซ่เดียวกันไม่สามารถแต่งงานกันได้

โดยมีแซ่ จี (姬) จี๋ (姞) ซื่อ (姒) เจียง (姜) เป็นแซ่หลักในสมัยนั้น สังเกตุได้ว่า แซ่เหล่านี้มีตัวอักษร 女 (หนี่ว์) ซึ่งแปลว่า "ผู้หญิง" กำกับอยู่ด้วย เป็นการยืนยันให้เห็นว่า แซ่เริ่มมีขึ้น ในช่วงยุคสังคม ที่สืบวงตระกูลจากสายแม่

ตามบันทึก "ทำเนียบร้อยแซ่" ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง ว่าด้วยเรื่องแซ่นั้น ระบุแซ่ไว้ทั้งสิ้น 494 แซ่ เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการรวบรวมแซ่ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ปรากฏว่า รวมได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 แซ่ แต่ปัจจุบัน ที่ชาวจีนใช้กันจริงๆ มีประมาณ 3,000 แซ่เห็นจะได้ แบ่งเป็นแซ่เดี่ยวและแซ่ 2 พยางค์ ซึ่งแซ่เดี่ยวจะมีเยอะกว่า อย่างในบันทึกทำเนียบร้อยแซ่นั้น มีแซ่เดี่ยว 434 แซ่ มีแซ่ 2 พยางค์แค่เพียง 60 แซ่เท่านั้น

โดยแซ่ 2 พยางค์ที่เห็นบ่อยที่สุด ในปัจจุบันได้แก่ จูเก๋อ (จูกัด) โอวหยัง ซือหม่า ตวนมู่ กงซุน เป็นต้น ส่วนแซ่เดี่ยวที่พบมากที่สุด ในปัจจุบันได้แก่แซ่หวัง ตามสถิติล่าสุด ที่สำรวจมามีชาวจีนใช้แซ่หวังทั้งสิ้น 93 ล้านคน ตามติดด้วยแซ่หลี่ 92 ล้านคน และแซ่จาง 88 ล้านคน ขณะที่อีก 7 แซ่ ซึ่งรวมถึง เฉิน,โจว,หลิน มีจำนวนผู้ใช้แซ่ละ 20 ล้านคน

และด้วยการที่ ชาวจีนมีแซ่นิยม ใช้อยู่เพียงไม่กี่ร้อยแซ่ จึงทำให้ปัจจุบัน เริ่มเกิดปัญหา "ชื่อแซ่ซ้ำ" ดังนั้นจึง ได้เริ่มมีการเสนอวิธี การแก้ปัญหาด้วย การให้ลูกใช้แซ่ ผสมระหว่างพ่อกับแม่ อาทิ พ่อแซ่ "จู" แม่แซ่ "โจว" ก็ผสมกันเป็นแซ่ "จูโจว" หรือ "โจวจู" เป็นต้น

Read More......

Wednesday, June 4, 2008

บัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน(บัตรเลขศูนย์) - what is its status?

From: http://www.ranongpoc.com

บัตร ประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือบัตรที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ที่นำหน้าด้วยเลข 0 เป็นบัตรที่ใช้แสดงตนสำหรับบุคคลที่ไม่มีชื่อในระบบทะเบียนราษฎร หรือบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยผู้ที่มีบัตรแสดงตัวดังกล่าว เป็นกลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยที่มีความเกี่ยวพันกับผู้ที่ได้รับ การจัดทำทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อยไว้เดิมแต่ตกสำรวจ

โดยบุคคลใน กลุ่มหมายเลขนี้ เป็นบุคคลที่จะต้องอยู่ในเขตที่ทางราชการผ่อนผันเท่านั้น หมายถึง จะต้องอยู่ในเขตอำเภอที่ได้ลงทะเบียนสำรวจไว้ในขณะที่ทำการสำรวจทางทะเบียน ประวัติ แต่บัตรฯดังกล่าวไม่ใช่บัตรประจำตัวประชาชน บุคคลดังกล่าวจะมีบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อได้สัญชาติไทยเท่านั้น โดยจะต้องได้รับการกำหนดสถานะตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของ บุคคล ตามที่ทางราชการจะได้กำหนด และประกาศให้ทราบต่อไป

Read More......

Wednesday, February 20, 2008

ไม้ขีดไฟในพายุ ความหวังเล็กๆ ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ชาวพม่า


มะขิ่น (นามสมมติ) หญิงชาวพม่าวัย 30 ปี กำลังเหม่อมองออกไปเบื้องหน้า น้ำตาไหลพรากอย่างสิ้นหวังหลังจากรับรู้ข่าวร้าย
"คุณติดเชื้อเอชไอวี" แพทย์ที่ตรวจครรภ์บอกผลการตรวจเลือดหลังฝากครรภ์ลูกคนที่สองที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งบนชายแดนไทย-พม่า แพทย์ได้ขอให้สามีและลูกสาวคนโตมาตรวจเลือดเช่นกัน ทว่า ผลที่ออกมาสร้างความแปลกใจให้กับทุกคน เนื่องจากสามีไม่พบเชื้อโรคร้าย แต่พบในเลือดของลูกสาววัย 6 ขวบแทน

มะขิ่นไม่เข้าใจว่าเธอได้รับเชื้อโรคร้ายมาได้อย่างไรทั้งๆ ที่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับชายอื่น เธอจึงค่อยๆ ทบทวนความทรงจำในช่วงตั้งท้องลูกคนแรก และพบคำตอบที่น่าตกใจว่า เธอเคยได้รับการถ่ายเลือดจากโรงพยาบาลในพม่าขณะตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน ตอนนั้นสุขภาพของเธออ่อนแอมาก มีอาการเป็นลมบ่อยๆ เนื่องจากเลือดไม่พอ ทางโรงพยาบาลจึงถ่ายเลือดให้โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าเลือดที่ได้รับมีเชื้อเอชไอวีติดมาด้วย และเชื้อเหล่านี้ได้ส่งผ่านจากเลือดของเธอไปยังลูกน้อยในครรภ์

อ่านต่อ จากสาละวิน

Read More......

Wednesday, January 9, 2008

กูเกิลเผยคำค้นหาสุดฮอตไทย

กูเกิลเปิดตัว ไซท์ไกสท์ (Zeitgeist) สำหรับประเทศไทย เผยคำค้นหาสุดฮอตของไทย ประจำปี 2550 ชี้กระแสความสนใจของสังคมชาวเน็ตไทย

รายงานข่าวจากกูเกิลเปิดเผยว่า ปีใหม่นี้ได้เปิดตัว ไซท์ไกสท์ (Zeitgeist) สำหรับประเทศไทย พร้อมเผยคำค้นหาที่มาแรงสุดสุด ที่ได้เก็บรวบรวมจากการพิมพ์คำค้นหาใน Google.co.th ของรอบปี 2550 ที่ผ่านมา โดยไซท์ไกสท์ หมายถึง “จิตวิญญาณแห่งกาลเวลา” เนื่องจากผู้คนจำนวนมากใช้กูเกิลค้นหาเรื่องใหม่ ๆ และเรื่องที่อยู่ในความสนใจ การค้นหาคำที่มีจำนวนมากนี้เองที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่ในใจของผู้คนได้เป็นอย่างดี และจากการค้นหาในแต่ละวัน จะมีการค้นหาเรื่องใหม่ ๆ สูงถึง 25% หมายความว่าคำค้นหาเหล่านั้นเป็นคำที่เราไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่ง กูเกิล ไซท์ไกสท์ จะคำนวณ โดยอาศัยการรวบรวมคำที่มีผู้คนค้นหาโดยแยกเป็นคำยอดนิยมสูงสุด และคำค้นหามาแรงสุดสุด ที่ได้ พิมพ์ลงไปในช่องค้นหาของ Google.co.th

ทั้งนี้ คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียง ในหลวง และบทเพลงพระราชนิพนธ์, ปรากฏการณ์ จตุคามรามเทพ เป็นหนึ่งในคำค้นหาที่มาแรงที่สุดในรอบปี นอกเหนือไปจากชื่อเกม และเพลงจากวง Retrospect, ภาพยนตร์เรื่อง “รักแห่งสยาม” และ “แพนเค้ก” เป็นคำค้นหายอดนิยมในหมวดที่เกี่ยวข้องกับบันเทิง และเชียงใหม่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนนิยมค้นหามากที่สุด.

Read More......

Wednesday, December 19, 2007

โทรศัพท์และอีเมล์ถูกนำมาใช้บอกเลิกคนรัก

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวทำนอง 'สื่อรักออนไลน์' กันมามากแล้ว คราวนี้มาดูข่าวในแง่มุมตรงข้ามดูบ้าง โดยผลการสำรวจชิ้นหนึ่ง ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาบอกว่า มีผู้โชคร้ายจำนวนหนึ่งในเจ็ดของกลุ่มตัวอย่าง (2,194 ราย) เคยถูก 'ทิ้ง' ด้วยข้อความทางโทรศัพท์ หรืออีเมล์มาแล้ว และมีจำนวน 1% ที่ตั้งใจว่าจะบอกเลิกกับคู่รักของตนผ่านทางเว็บไซต์ประเภท Social Networking ที่เป็นสมาชิกอยู่ อย่างไรก็ตาม จำนวนหนึ่งในสี่ของกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 -24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับการส่งข้อความทางโทรศัพท์ หรืออีเมล์เป็นอย่างดีบอกว่า พวกเขา จะใช้วิธีที่คลาสสิคกว่านั้น นั่นก็คือ เขียนจดหมาย

ข่าวจากรอยเตอร์สชิ้นนี้บอกว่า เหยื่อของการถูกทิ้งด้วยข้อความทางโทรศัพท์ที่โด่งดังที่สุดก็คือ
นายเควิน เฟดเดอร์ไลน์ อดีตสามีของ บริทนี่ย์ สเปียร์ นั่นเอง

ที่มา: Yahoo! News

Read More......
Template by : kendhin x-template.blogspot.com