ระยอง - วิกฤตน้ำมันธุรกิจเรือประมงเจ๊ง เรืออวนล้อม ไดหมึก อวนปู ประกาศขายเรือลำละ 5 พัน บางรายขายเรือ 3 ลำได้เงินไม่ถึงแสน เรือไดหมึก อวนล้อม หยุดหาปลากว่า 50 ลำ เรือโดยสารเกาะเสม็ด แอบซื้อน้ำมันเรือตรวจการณ์ หน้าเกาะกลางดึก ลิตรละ 20 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์บริเวณสะพานปลาเสรี โชคกฤษดา ประสิทธิผล และท่าเทียบเรือบ้านเพ อ.เมืองระยอง เรือประมงอวนล้อม เรือไดหมึก เรือลากเดี่ยวและเรือโดยสารข้ามเกาะเสม็ด หยุดออกจับปลาในทะเลมากว่าสัปดาห์ สาเหตุเกิดจากราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้นลิตรละ 40 บาท เจ้าของธุรกิจเรือประมงต้องประสบภาวการณ์ขาดทุน เจ้าของเรือประมงหลายรายประกาศขายเรือทิ้งดีกว่าจอดแช่น้ำทะเลทิ้ง
นายวิชิต โคกกระ อายุ 30 ปี หนุ่มลูกเรือประมงวัยกลางคน กล่าวว่า เจ้าของเรืออวนล้อม อวนปูและเรือไดหมึก ขนาด 6 วา ประกาศขายเรือมีคนมาขอซื้อลำละ 5,500 บาทเท่านั้น เจ้าของเรือก็จำต้องยอมขายขาดทุนดีกว่าเรือจอดแช่น้ำทะเลไปวันๆ คนที่มาซื้อเรือก็ขนลูกน้องมาถอดชิ้นส่วนเก๋งเรือ ซึ่งเป็นไม้ ส่วนน็อต อะลูมิเนียม เอาไปขายร้านรับซื้อของเก่า ลูกเรือคนเดียวกันกล่าวว่า เรือประมงขนาด 9 วาที่จอดเทียบท่า ก็ประกาศขายและมีคนมาซื้อไปแล้วในราคาไม่ถึง 100,000 บาท
ทั้งที่ ราคาต่อเรือลำละ 1,000,000 บาทเศษ เจ้าของเรือบางรายบ่นเสียดายไม่ยอมตัดใจขาย คงปล่อยทิ้งไว้ก่อน ขณะนี้สะพานท่าเทียบเรือหลายท่า มีเรือประมงจอดแช่หยุดออกหาปลา ไม่ต่ำกว่า 50 ลำ เนื่องจากสู้ราคาน้ำมันที่แพงมากไม่ไหวออกไปก็ประสบการขาดทุน
สำหรับเรือโดยสารข้ามเกาะเสม็ด เจ้าของเรือบางลำสั่งหยุดวิ่งชั่วคราว บางลำก็ต้องทนวิ่งไปพลางๆ ก่อน เจ้าของเรือบางลำไปซื้อน้ำมันจากเรือตรวจการณ์ทหารที่มาจอดทอดสมอบริเวณหน้า เกาะเสม็ด ในราคาลิตรละ 20 บาท อาศัยช่วงกลางดึกขนถังขนาด 200 ลิตร และถังขนาด 30 ลิตรมาใส่น้ำมันจำนวน นับพันลิตร เรือตรวจการณ์ทหารลำดังกล่าวเพิ่งออกจากหน้าเกาะเสม็ดไปเมื่อกี่วันมานี้
ที่ผ่านมามักจะมีเรือตรวจการณ์ทหารมาจอดครั้งละหลายวัน เป็นประจำ ประกอบกับช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเกาะน้อยลงมาก เนื่องจากตามสถานที่ต่างๆ ใกล้กรุงเทพฯ และที่สนามบินสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ มีใบปลิวปิดเกาะเสม็ด 3 เดือน ซึ่งมีผลกระทบกับธุรกิจเรือโดยสารข้ามเกาะและผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ประกอบการรีสอร์ท โรงแรมและบังกะโลบนเกาะเสม็ดอย่างมาก เจ้าของกิจการดังกล่าวเตรียมเคลื่อนไหวค้านปิดเกาะเสม็ดในเร็วๆ นี้
นายนิคม แซ่อึ้ง อายุ 60 ปี ผู้ดูแลสะพานประสิทธิผลมานานกว่า 17 ปี กล่าวว่าที่ผ่านมามีเรือลากคู่ จับหมึกกระดอง จับปลา จำนวน 40-50 ลำ ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 2 คู่เท่านั้น ปัญหาคือราคาน้ำมันที่แพงมาก สู้กับภาวการณ์ขาดทุนไม่ไหวต้องขายเรือถึงจะขาดทุนมากก็ต้องตัดใจขายทิ้ง ไปทำธุรกิจอื่นดีกว่า ก่อนหน้านี้แม้แต่นางกิมห่อ ลี้เซ่งเฮง นายกสมาคมประมงเพ ประกอบธุรกิจเรือประมงมานานมีเรือประมงจำนวนมากยังต้องขายเรือดีกว่า เพราะปัญหาราคาน้ำมันถึงจะขาดทุนยับเยินก็จำต้องตัดสินใจขาย ปัจจุบันนี้นายกสมาคมประมงเพ ทำธุรกิจร้านอาหาร ครัวคุณป้า อย่างมีความสุขไม่เครียดเหมือนทำเรือประมง ผมเป็นลูกน้องอยู่กับคุณป้ามานานกว่า 20 ปีกล่าว
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 1 มิถุนายน 2551 12:49 น.
GoogleCyberSearch
Shared Items
Labels
- ႐ႊင္ျမဴးစရာ (3)
- Agri and Fishery (11)
- Art and Literature (2)
- Dhamma - Beliefs (7)
- Earth-Weather-Travel (8)
- Economy-Business-Finance (22)
- Energy (4)
- Fun/Humor (10)
- General (1)
- Health (3)
- History - Politics (11)
- Ideas - Opinions (6)
- IT (22)
- Life Style (7)
- Local (21)
- Society - Community (1)
- Technology (14)
- Travel (4)
- การเกษตร (2)
- ขำขัน (8)
- ท่องเทียว (4)
- เทคโนโลยี (11)
- เทคโนโลยี-วิทยาศาสตร์ (3)
- ธุรกิจ (4)
- บ้า้นและครอบครัว (1)
- ประวัติศาสตร์ (2)
- ปรัชญา - ธรรมะ (10)
- พม่า (11)
- พลังงาน (5)
- ระีนอง - เกาะสอง (25)
- เศรษฐกิจ (10)
- สังคม (9)
- สัตว์น้ำและอาหารทะเล (10)
- สุขภาพ - อาหาร (12)
- ကမၻာေျမ (2)
- က်န္းမာေရး (8)
- ခရီးသြားျခင္း (5)
- စားဝတ္ေနေရး (8)
- စာေပ၊ ယဥ္ေက်းမႈ (5)
- စီးပြား၊ကုန္သြယ္ (32)
- စုိက္ပ်ဳိးေရး (6)
- ဓမၼ - ဂမၺီရ (5)
- မိုးေလဝသ (1)
- ျပည္ျမန္မာ (13)
- လူမႈဘဝ (8)
- သိပၸံႏွင္႔နည္းပညာ (16)
- သီခ်င္းမ်ား (2)
- အေတြးအျမင္ (6)
- အေထြေထြ (8)
- ေဒသသတင္း (24)
- ေရလုပ္ငန္း (14)
- ႏိုင္ငံေရး (11)
Vistors Stats
Monday, June 2, 2008
เจ้าของเรือประมงประสบปัญหาวิกฤตน้ำมันราคาแพงประกาศขายเรือ
Labels: สัตว์น้ำและอาหารทะเล
Thursday, May 29, 2008
ปลาหมึกเลี้ยงในกระชังได้
ปลาหมึก เป็นสัตว์น้ำประเภทกินเนื้อและจะกินอาหารมากกว่าน้ำหนักของตัวเองในแต่ละวัน อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ ที่ทรงประสิทธิภาพช่วยให้ปลาหมึกเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ปลาหมึกที่มีความสำคัญ แบ่งตามลักษณะทางชีววิทยาการเพาะเลี้ยงออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มปลาหมึกกลาวน้ำ หรือ กลุ่มปลาหมึกหอม มีหนวด 10 เส้น ปลาหมึกในกลุ่มนี้ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง จะว่ายน้ำหาอาหารอยู่ตลอดเวลา ว่องไว ปราดเปรียว ซึ่งอาหารก็คือกลุ่มปลากลางน้ำ ปลาหมึกกลุ่มนี้ชอบอยู่ในน้ำใสสะอาดอีกกลุ่มเป็น ปลาหมึกหน้าดิน หรือปลาหมึกกระดอง มีหนวด 10 เส้น กลุ่มนี้เป็นปลาหมึกที่อาศัยอยู่ตามหน้าดิน ปกติจะนอนหรือฝังตัวอยู่ตามหน้าดิน เช่นเดียวกับสัตว์น้ำประเภท กุ้ง ปู และปลาหน้าดินชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาหารของปลาหมึกกลุ่มนี้ และ ปลาหมึกสาย เป็นปลาหมึกที่มีหนวด 8 เส้น เป็นปลาหมึกหน้าดินเช่นเดียวกับกลุ่มปลาหมึกกระดอง บางชนิดฝังตัวในหน้าดิน แต่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามโพรงหิน อาหารที่กินจะเป็นสัตว์กลุ่มกุ้งและปู
พ่อแม่พันธุ์ของปลาหมึกจะสามารถ ผสมพันธุ์วางไข่ได้ในบ่อเลี้ยง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการผสมเทียมหรือการกระตุ้นด้วยปัจจัยทางกายภาพไม่ว่าพ่อแม่พันธุ์นั้นจะมาจากธรรมชาติหรือจากการเพาะเลี้ยง ขณะเดียวกันไข่ปลาหมึกก็สามารถรวบรวมได้จากธรรมชาติ ซึ่งปริมาณไข่จะแตกต่างกันไปตามชนิดของปลาหมึกและขนาดของพ่อแม่พันธุ์ ในตัวอ่อนของปลาหมึกจะได้รับการป้องกันอย่างดีจากเปลือกที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้นเป็นการช่วยป้องกันตัวอ่อนจากการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันของสิ่งแวดล้อมจึงทำให้โอกาสการรอดสูง
แต่จะไม่มีระยะตัวอ่อนที่แท้จริง เนื่องมาจากระยะการฟักตัวที่ยาวนาน การพัฒนาของตัวอ่อนเกิดขึ้นภายในไข่ ลูกปลาหมึกแรกฟักจะมีลักษณะใกล้เคียงกับพ่อแม่ และยังมีขนาดใหญ่ กว่าสัตว์น้ำวัยอ่อนชนิดอื่น ข้อจำกัดเรื่องอาหารที่เหมาะสมต่อพฤติกรรมการกินจะมีน้อย เนื่องจากปลาหมึกสามารถจับอาหารได้หลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กที่สุดประมาณ 30% ของขนาดตัวปลาหมึกเองไปจนถึงขนาดใหญ่กว่า 200% ของความยาวลำตัว จึงเป็นผลให้อัตราการเจริญเติบโตสูงมาก ซึ่งมีผลมาจากพฤติกรรมการกินอาหารของปลาหมึกนั้นเอง และปลาหมึกเป็นสัตว์น้ำที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งตัว
เนื่องจากปลาหมึกเป็นสัตว์น้ำที่ต้องการพลังงานสูง และมีอัตราการเผาผลาญอาหารที่สูงเช่นเดียวกันจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในน้ำที่มีคุณภาพดีตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาหมึกกลุ่มกลาวน้ำที่ว่องไวกว่าปลาหมึกกลุ่มที่อาศัยตามหน้าดินคุณภาพน้ำที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปลาหมึก คือ อุณหภูมิในช่วง 28-32 ํC ความเค็ม 28-32 ส่วนในพันล้าน ความเป็นกรดเป็นด่าง 7.0-8.5 ปริมาณออกซิเจนสูงกว่า 5 มก.ต่อลิตร ความขุ่นใสของน้ำจะต้องต่ำสุดเท่าที่จะเป็นได้ เนื่องจากเหงือกของปลาหมึกไม่มีระบบกำจัดตะกอนตามธรรมชาติ
การเพาะเลี้ยงในกระชังมีหลายแห่งในพื้นที่ทะเลอันดามันริมฝั่งไทยเพาะเลี้ยงประสบความสำเร็จมาแล้ว ซึ่งจากประสบการณ์ของเกษตรกร ที่นั้นจะเริ่มด้วยการพิจารณาว่า จะเลี้ยงปลาหมึกชนิดใด เพราะการจัดการจะต้องเหมาะสมกับพฤติกรรมและถิ่นที่อยู่อาศัย ปลาหมึกเป็นสัตว์น้ำที่ชอบน้ำใสไม่มีตะกอนรบกวนระบบหายใจ ปลาหมึกบางชนิด เช่น ปลาหมึกกระดองก้นไหม้ อาจจะทนทานต่อน้ำที่มีความขุ่นสูง แต่ปลาหมึกกลาวน้ำ เช่น ปลาหมึกหอม นอกจากจะต้องการน้ำใสและคุณภาพน้ำที่ดีแล้วยังต้องมีกระแสน้ำแรงหรือน้ำไหลพอสมควรเพื่อช่วยในการลอยตัว แต่ถ้ากระแสน้ำไหลแรงเกินไปปลาหมึกจะสูญเสียพลังงานในการว่ายน้ำมากเกินไปทำให้อัตราการเจริญเติบโตลดลง ปลาหมึกหน้าดิน เช่น ปลาหมึกกระดองยิ่งต้องคำนึงเกี่ยวกับกระแสน้ำมากขึ้น เพราะนิสัยชอบหมอบติดกับพื้น กระแสน้ำที่แรงเกินไปจะพัดให้ปลาหมึกต้องลอยตัวอยู่ตลอดเวลาทำให้สูญเสียพลังงานที่จะใช้ในการเจริญเติบโตไปได้
ปลาหมึกจึงเหมาะกับการเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเฉพาะปลาหมึกกลาวน้ำ เช่น ปลาหมึกหอม เหมาะกับการเลี้ยงในกระชัง ปลาหมึกหน้าดิน เช่น ปลาหมึกกระดอง เหมาะกับการเลี้ยงในคอก ส่วนการเลี้ยงในบ่อดิน มีปลาหมึกก้นไหม้เพียงชนิดเดียวที่เหมาะสม
สำหรับกระชังที่ใช้เลี้ยงปลาหมึกหอม ควรเป็นกระชังแบบแขวนบนทุ่นลอย ทุ่นลอยอาจจะเป็นแพไม้ไผ่ ถังน้ำมันเปล่า หรือทุ่นโฟมก็ได้ แต่ก้นกระชังต้องลอยอยู่เหนือหน้าดิน ทำเลที่เหมาะสมควรมีความลึกพอสมควร อย่างน้อย 2 เมตร เช่น บริเวณเกาะหรืออ่าวเปิดที่มีน้ำใส และหน้าดินเป็นพื้นทราย ตัวกระชังเป็นแบบกระชังเย็บเป็นมุ้ง ไม่มีโครงแข็ง เพราะจะทำให้ปลาหมึกเกิดเป็นบาดแผลเมื่อพุ่งไปชน มีพื้นที่กว้างอย่างน้อย 5 ตารางเมตร ลึก 1.5 เมตร สำหรับปลาหมึกกลาวน้ำนั้นจะมีนิสัยก้าวร้าวอยู่บ้างคือหากหิวมาก ๆ ก็มักจะกินกันเอง หรืออยู่ในที่ที่แคบเกินไป กระชังเลี้ยงควรเป็นขนาดตาอวนประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งอาจใช้ตาอวนขนาดใหญ่กว่านี้ เมื่อปลาหมึกโตขึ้น
และควรมีกระชังสำรองเพื่อเปลี่ยนกระชังเก่าขึ้นมาทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ ครั้ง และระยะเวลาในการเลี้ยงจะอยู่ที่ 3 เดือน ก็จะสามารถจับขึ้นมาจำหน่ายได้ ส่วนการเพาะเลี้ยงแบบคอกสำหรับการเลี้ยงปลาหมึกกระดองนั้น จะมีลักษณะเช่นเดียวกับคอกสัตว์น้ำอื่น ๆ จะต่างกันก็ตรงที่เนื้ออวนที่ใช้ คือควรเป็นเนื้ออวนแบบเอ็นเส้นด้ายจะเหมาะสมที่สุด.
Labels: สัตว์น้ำและอาหารทะเล
Friday, January 4, 2008
เพาะเลี้ยงกุ้งมังกรในกระชัง
กุ้งมังกรเป็นสัตว์น้ำที่หายาก มีราคาแพง การเลี้ยงกุ้งมังกรในกระชัง ส่วนใหญ่จะหาลูกพันธุ์กุ้งมังกร จากชาวประมง ที่รวบรวมได้จากธรรมชาติ ส่วนใหญ่ที่ขนาด 1 นิ้ว ราคาตัวละ 70-80 บาท นำมาอนุบาลในกระชังตาถี่ประมาณ 2 เดือนโดยให้อาหารประเภทปลาหรือหอยสับ อนุบาลครบ 2 เดือนจะได้ลูกกุ้งมังกรขนาดประมาณ 200 กรัม ราคาขายตัวละ ประมาณ 250 บาทซึ่งกุ้งมังกรขนาดนี้ สามารถนำไปเลี้ยงในกระชังได้เลย หากเกษตรกรที ่พอมีพื้นที่ขยายให้ได้ ลูกพันธุ์กุ้งมังกร รวบรวมกุ้งมังกร มาเลี้ยงไว้ในกระชังเพื่อให้เป็นพ่อแม่พันธุ์
โดย เดลินิวส์ วันที่ 3 มกราคม 2551
ให้แม่กุ้งได้ผสมพันธุ์ในกระชัง จนไข่ติดที่ท้องตัวเมีย จากนั้นนำแม่กุ้งขึ้นมาเพาะฟักอนุบาล ในบ่อซีเมนต์ ก่อนนำลูกกุ้งมังกร ไปปล่อยตามป่าชายเลน หรือป่าโกงกาง เพื่อให้มีชีวิตรอดอยู่ตามธรรมชาติ จนลูกกุ้งได้ขนาดจึงจะนำมาเลี้ยงหรืออนุบาลในกระชัง
กุ้งมังกรมีหลายสายพันธุ์ เช่น กุ้งมังกร 7 สี, หรือกุ้งมังกรสีน้ำตาล กุ้งมังกร 7 สีจะมีผู้นิยมเลี้ยงกันมากกว่า สายพันธุ์อื่นเพราะเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตดีกว่าพันธุ์อื่น ๆ เลี้ยงประมาณ 7-8 เดือน จะได้ขนาด 800-1,000 กรัม/ตัว ราคาอยู่ในระหว่าง 1,200-1,500 บาท/กก. ส่วนกุ้งมังกรสีน้ำตาล แม้ว่าต้นทุนลูกพันธุ์จะถูกกว่ามากก็ตาม แต่ผู้เลี้ยงไม่ค่อยนิยม เพราะตลาดมีความต้องการน้อย การเลี้ยงจะโตช้ากว่า ราคาขายจะได้ก็อยู่ที่ประมาณ 600-800 บาท/กก.
ปัจจุบัน สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสงขลา โดยกลุ่มงานวิจัยระบบฯ ได้นำกุ้งมังกรสีน้ำตาล (Polyphagus) ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์ มาจากหน่วยงานประมงประเทศพม่า ให้นำมาเลี้ยงประมาณ 50 ตัว ลูกกุ้งมังกรที่นำมาปล่อยขนาด 50 กรัมต่อตัว ทดลองเลี้ยงไว้ในบ่อซีเมนต์ระบบน้ำหมุนเวียน
การเลี้ยงกุ้งมังกรในกระชัง มีการเลี้ยงกันมากแถบฝั่งอันดามัน เช่นบริเวณตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต, ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งก่อนที่จะเกิดสึนามิ บริเวณดังกล่าว มีการเลี้ยงกุ้งมังกรกันเป็นอาชีพ บางคนก็เลี้ยงแบบ ผสมผสานควบคู่ไปกับ การเลี้ยงปลาและหอยแมลงภู่ประมาณ 10 ราย ๆ ละ 4-6 กระชัง บางรายที่มีกำลังขยับขยาย ก็จะหาทางเลี้ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งทุกอย่างกำลังจะไปด้วยดี ต่างคนหวังไว้ว่า จะจับขายเมื่อเวลาเหมาะมาถึงเช่นช่วงเทศกาลปีใหม่ ใกล้ตรุษจีน
กระชังที่ใช้เลี้ยงกุ้งมังกร หากผู้เลี้ยงที่ซื้อขนาด 1 นิ้ว ก็ต้องใช้อวนตาถี่ เพื่ออนุบาลไว้ก่อน แต่หากเป็นขนาด 200 กรัมจะใช้กระชังขนาด 3x3 เมตร สามารถปล่อยเลี้ยงได้ประมาณ 50 ตัวต่อกระชัง ส่วนด้านบนกระชัง ต้องมีอวนปิดคลุมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้กุ้งมังกร ไต่ออกมานอกระชัง ค่าความเค็มอยู่ที่ 30-35 ppt. แต่พื้นที่บางแห่งความเค็มอาจไม่เท่ากัน แต่ไม่ควรที่จะต่ำกว่า 25 ppt. แต่ทางที่ดี ควรมีความเค็มสูง เพราะจะเลี้ยงง่าย และเจริญเติบโตได้ดีกว่า
อาหารที่ใช้เลี้ยง ส่วนใหญ่จะเป็นปลา หรือหอยแมลงภู่สด ผู้เลี้ยงบางรายให้ทุกวัน บางรายจะให้ 2-3 วันต่อครั้ง กุ้งมังกร สามารถจับขายได้ตลอดเวลา จะมีพ่อค้ามารับซื้อตลอดตั้งแต่ขนาด 600-700 กรัมต่อตัว จะได้ราคาดีหากขนาดประมาณ 500 กรัม ก็จำหน่ายได้แล้ว แต่จะได้ราคาถูก ส่วนใหญ่นำส่งร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม.
Labels: สัตว์น้ำและอาหารทะเล
Monday, December 24, 2007
2550 ธุรกิจประมงสุดอ่วม แห่ทิ้งเรือขึ้นฝั่งหนีขาดทุน
ปี 2550 สถานการณ์ของผู้ประกอบการประมงไทย หนึ่งในอาชีพหลักของคนไทย ที่อยู่คู่กับประเทศไทย สังคมไทยมายาวนาน กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ ทั้งนี้เป็นเพราะปัจจัยลบต่างๆ ที่กระหน่ำรุมเร้าผู้ประกอบการประมง ทั้งปัญหาราคาน้ำมันที่แพง,ราคาสัตว์น้ำที่ตกต่ำ ทั้งยังประสบปัญหาภัยธรรมชาติ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโลก เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อผู้ประกอบอาชีพนี้ จนขณะนี้ถือว่า กำลังอยู่ในช่วงวิกฤติที่สุด หลายรายถึงขั้นยกธงขาวยอมแพ้ ในขณะที่หลายรายยังกัดฟันสู้ โดยมีความหวังสุดท้าย คือ มาตรการความช่วยเหลือจากภาครัฐ หรือแม้แต่พึ่งเงินนอกระบบ ผลกระทบที่เกิดไม่เพียงกับผู้ประกอบการประมงโดยตรงเท่านั้น แต่รวมถึงภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กิจการแพปลา ห้องเย็นที่ต่างได้รับผลกระทบอย่างถ้วนหน้า จนต้องเร่งปรับตัวขนานใหญ่กับวิกฤติปัญหาที่เกิดขึ้น
โดย ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2281 23 ธ.ค. - 26 ธ.ค. 2550
หลากปัจจัยลบรุมกระหน่ำ
นายทวี บุญยิ่ง ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการประมงแห่งประเทศไทย อดีตนายกสมาคมประมงจังหวัดระนอง และเจ้าของกิจการเรือประมง กล่าวว่า สภาวการณ์ของผู้ประกอบการประมงในขณะนี้ อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่มาก อันเป็นผลกระทบมาจากปัญหาต่างๆ โดยปัญหาหลักที่สร้างความหนักใจให้กับผู้ประกอบการประมงมากที่สุด นั่นคือ ปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน ซ้ำร้ายในขณะนี้ราคาสัตว์น้ำที่จับได้ยังมีราคาตกต่ำ เนื่องมาจากมีสัตว์น้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งพม่าและอินโดนีเซียเข้ามาตีตลาด
นอกจากนี้ปัญหาภัยธรรมชาติ ก็กำลังกลายเป็นอีกปัญหาที่เข้ามาสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการประมงเช่นกัน เพราะไม่สามารถนำเรืออกไปจับปลาได้อย่างเต็มที่ ต้องคอยหลบพายุ ทำให้ปริมาณปลาที่จับได้มีจำนวนลดน้อยลง ทำให้เรือประมงเริ่มทยอยหยุดออกหาปลา รวมถึงปัญหาภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะพายุจากทะเลอันดามัน แต่ปรากฏว่าราคาสัตว์น้ำกลับไม่ได้พุ่งสูงขึ้นแต่ประการใด แม้ว่าปริมาณปลาที่เข้าสู่ฝั่งจะลดลงถึง 40% หรือการโยกย้ายถิ่นฐานของแหล่งสัตว์น้ำอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโลกล้วนแต่มีผลกระทบต่อผู้ประการประมงทั้งสิ้น
ด้านนายประพร เอกอุรุ นายกสมาคมประมงจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ตอนนี้เรือประมงในจังหวัดสงขลากว่า 7,600 ลำ ไม่สามารถทนแบกรับกับภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมานานกว่าปีอีกต่อไปไหว โดยเฉพาะเรือประมงขนาดเล็กต่างประสบปัญหาขาดทุนกว่าเดือนละ 60,000 บาท เรือประมงขนาดใหญ่ขาดทุนเดือนละไม่ต่ำกว่า 150,000-160,000 บาท ทำให้ขณะนี้เรือประมงทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่จำต้องหยุดกิจการไปแล้วประมาณ 3,400 ลำ ซึ่งการแก้ปัญหาที่ผ่านมาทางสมาคมประมง พยายามประสานไปยังสมาคมประมงแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้รัฐบาลหาแนวทางในการช่วยเหลือ แต่ปรากฏว่าผู้ประกอบการประมงไม่เคยได้รับการดูแลจากรัฐบาลแต่อย่างใด ซึ่งตอนนี้ความหวังสุดท้ายอยู่ที่รัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง ที่หวังว่าจะช่วยเข้ามาดูแลปัญหาของชาวประมงบ้าง ซึ่งตอนนี้ถือได้ว่าอยู่ในช่วงที่วิกฤติที่สุด
โร่้เงินนอกระบบต่อลมหายใจ
"ขณะนี้เรือประมงทุกลำที่ออกไปจับปลาต่างประสบปัญหาขาดทุนจนไม่สามารถที่จะดำเนินกิจการต่อไปไหว ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายพยายามที่จะหาเงินทุนเข้ามาเพื่อช่วยประคับประคองกิจการให้ดำรงต่อไปได้ แต่ปรากฏว่าปัญหาขณะนี้ คือทางธนาคารจะไม่ปล่อย้ให้กับผู้ประกอบการประมง เนื่องจากผลประกอบการของผู้ประกอบการแต่ละราย ต่างอยู่ในภาวะที่ขาดทุน จนทำให้ผู้ประกอบการต้องหาเงินทุนจากนอกระบบเข้ามาช่วยประคับประคองสถานภาพ ซึ่งจากการที่มีการประเมินในตอนนี้คาดว่า มีผู้ประกอบการประมงโดยเฉพาะผู้ประกอบการประมงขนาดเล็กและขนาดกลางเข้าไป้เงินนอกระบบแล้วกว่า 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งตามความเห็นของผมคิดว่าทางรัฐบาลน่าจะมีแนวทางในการช่วยเหลือให้เป็นรูปธรรม นอกจากเรื่องของน้ำมันม่วง หรือน้ำมันเขียวแต่อย่างเดียว แต่อาจจะมีกองทุนเกี่ยวกับการประมงเพื่อจะได้เข้ามาช่วยเหลือ และผู้ประกอบการประมงจะได้มีเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ"นายทวีกล่าว
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการประมงที่ไม่สามารถทนแบกรับกับภาวะค่าต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไปไหว ได้ทยอยนำเรือเข้ามาจอดแล้วกว่า 500 ลำ จากจำนวนเรือประมงที่จับปลาในน่านน้ำพื้นที่จังหวัดระนองที่มีกว่า 3,000 ลำ และทั่วประเทศขณะนี้ทราบว่า มีผู้ประกอบการประมงนำเรือเข้ามาจอดแล้วไม่ต่ำกว่า 5,000 ลำจากจำนวนเรือประมงทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 50,000 ลำ สำหรับในส่วนของจังหวัดระนองที่ยังมีสัตว์น้ำวางจำหน่าย พบว่ากว่า 60% มาจากเรือประมงของพม่า ที่นำปลาเข้ามาขายยังฝั่งไทย เพราะได้ราคาดีกว่า ส่วนสัตว์น้ำที่จับได้จากเรือประมงไทยตอนนี้มีน้อยมาก โดยตอนนี้ผู้ประกอบการประมงต่างรอความหวังกับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น
แพปลาเริ่มทยอยปิดตัว
ด้านธุรกิจต่อเนื่องต่างก็ประสบปัญหาไม่ต่างจากผู้ประกอบการธุรกิจประมงเท่าไรนัก นายวีระ บุญราศี เจ้าของแพปลาชื่อโกตา ซึ่งเป็นแพปลาขนาดใหญ่ในเขตพื้นที่จังหวัดระนอง อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง และเจ้าของกิจการแพปลาที่มหาชัย เปิดเผยว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นได้ส่งผลต่อปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้มีปริมาณลดลงเป็นจำนวนมาก จนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจต่อเนื่อง เช่น กิจการแพปลาปัจจุบันหลายแพเริ่มทยอยปิดกิจการทั้งชั่วคราวและถาวร โดยเฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดระนองซึ่งอดีตเป็นพื้นที่ที่มีการซื้อขายสัตว์น้ำประเภทปลามากที่สุดในภาคใต้ จนทำให้มีกิจการแพปลาเกิดขึ้นกว่า 300 แพ แต่ปัจจุบันลดเหลือเพียงแค่ประมาณ 120 แพเท่านั้น และยังมีทีท่าว่าจะปิดตัวเองอีกหลายแพ หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นปัจจุบันนี้ กิจการแพปลาส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ได้ นอกจากต้องมีต้นทุนที่มากพอแล้ว ยังต้องอาศัยความสัมพันธ์กับผู้ประกอบการเรือประมง ที่เข้าไปจับสัตว์น้ำในเขตพื้นที่ประเทศพม่า ซึ่งขณะนี้หลายแพต่างแย่งที่จะให้สัตว์น้ำที่เข้ามาจากพม่ามาขึ้นที่แพของตน เพื่อจะได้มีรายได้หล่อเลี้ยงแพต่อไปได้
นายชูชัย รังสิยานันท์ ประธานกรรมการ บริษัท ระนองโฟรเซ่นฟู้ด จำกัด ผู้ส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ในภาคใต้ เปิดเผยว่า ตอนนี้สถานการณ์ประมงไทยถือว่าวิกฤติมาก และเริ่มส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แปรรูปสัตว์ อาหารทะเลแช่แข็งอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ก็คงจะต้องปรับตัวมากเช่นกันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยในส่วนของตนขณะนี้ คือ การหาแหล่งวัตถุดิบสำรองจากเดิมที่ซื้อเฉพาะวัตถุดิบในเขตพื้นที่ระนองเป็นหลัก แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มไม่แน่นอน จึงได้หาแหล่งวัตถุดิบใหม่ไว้สำรองทั้งที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งขณะนี้เรือประมงที่เข้าไปจับปลาในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซียส่วนใหญ่จะขึ้นฝั่งที่นี่เกือบทั้งหมด ซึ่งก็พอที่จะมีวัตถุดิบเพียงพอรองรับภาคการผลิตได้ในระดับหนึ่ง แต่หากต้องการขยายฐานธุรกิจให้กว้างยิ่งขึ้น
ขณะนี้ทางบริษัทเตรียมที่จะขยายตลาดอาหารทะเลแช่แข็งเข้าไปยังตลาดในประเทศจีน จึงต้องหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอีก ทั้งจากฝั่งอ่าวไทย รวมถึงในประเทศที่มีการทำประมงมาก เช่น ประเทศโอมาน หรือเยเมน ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของฐานวัตถุดิบสำรองที่จำเป็นต้องมองหาไว้ นอกจากนี้ในส่วนของฐานการผลิตใหม่ๆ ขณะนี้เหล่าบรรดาผู้ประกอบการต่างได้มีการพูดคุยกันมากเช่นกัน โดยเฉพาะในประเทศเวียดนามซึ่งมีวัตถุดิบประเภทสัตว์น้ำเป็นจำนวนมาก หากประเทศไทยยังประสบปัญหาเช่นนี้ก็อาจจะมีผู้ประกอบการบางส่วน อาจจะเข้าไปสร้างฐานใหม่ ซึ่งตนก็เคยเดินทางเข้าไปดูพื้นที่แล้วเช่นกัน ซึ่งยอมรับว่าน่าสนใจมาก แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นตัดสินใจที่จะขยายฐานเข้าไป เนื่องจากในไทยที่มีอยู่ตอนนี้ก็ยังเพียงพอที่จะขยายฐานตลาดได้อีกมาก
ปัญหาความอยู่รอดของผู้ประกอบการประมงและธุรกิจต่อเนื่อง วันนี้ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ตราบใดที่ราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลัก ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงและคาดกันว่า จะไม่มีโอกาสเห็นราคาน้ำมันถูกลงอีกแล้ว หากไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาล ความอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการเอง ส่วนรายเล็กคงรอดยาก
Labels: สัตว์น้ำและอาหารทะเล
Friday, December 21, 2007
เลี้ยงหอยนางรม ที่สุขสำราญ ระนอง
หอยนางรม เป็นหอยทะเลกาบสองฝา ซึ่งฝาทั้งสองมีขนาดไม่เท่ากัน มีสีน้ำตาลหรือสีเทา กาบบนจะใหญ่กว่ากาบล่าง กาบล่างมีลักษณะเป็นโค้งเว้าและเป็นส่วนที่ตัวหอยติดอยู่ ด้านที่มีเนื้อหอยฝังอยู่จะเว้าลึกลงไปคล้ายรูปถ้วยหรือจาน และยึดติดกับวัตถุแข็ง เช่น ก้อนหิน ไม้หลัก หรือเปลือกหอยที่จมอยู่ในทะเล
เมื่อพูดถึงหอยนางรม หลายคนนึกถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีชื่อเสียงในเรื่องหอยใหญ่ ซึ่งหมายถึงหอยนางรมนี่เอง ความจริงแล้วหอยนางรมพบทั่วไปบริเวณน้ำตื้นชายฝั่งทะเล ทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ รวมทั้งที่อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง
Ref: 15 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 20 ฉบับที่ 421 เทคโนโลยีการประมง
เกษตรกรรวมกลุ่มเลี้ยงหอยนางรม
เนื่องจากหอยนางรมมีคุณค่าทางอาหารสูง เนื้อในขาวสะอาด กินสดหวานมัน ไม่มีกลิ่นคาว ผู้คนนิยมบริโภค ราคาค่อนข้างแพง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีรายได้ดีด้วย นับเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรบ้านบางมัน หมู่ที่ 2 ตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงหอยนางรมบ้านบางมัน เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือกันและกัน และรับการสนับสนุนจากสำนักงานประมงจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สมาชิก 32 คน โดยมี คุณระพี น้ำจันทร์ เป็นประธานกลุ่ม
ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงหอยนางรมบ้านบางมัน กล่าวว่า สมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพารา สวนไม้ผล เช่น มังคุด ลองกอง เงาะ เป็นต้น มีเวลาว่างจากการทำสวนก็เลี้ยงหอยนางรม เลี้ยงปลาในกระชัง บริเวณริมฝั่งทะเลใกล้ๆ บ้าน
"หอยนางรมที่เลี้ยงจากที่นี่คุณภาพดี เนื่องจากทำเลที่ตั้งเหมาะสมคือ อยู่ในพื้นที่ที่เป็นอ่าว มีภูเขาด้านหน้าเป็นแนวกันลม และกันคลื่นแรงจากทะเลได้เป็นอย่างดี บริเวณรอบอ่าวห้อมล้อมไปด้วยป่าชายเลน ป่าโกงกางที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารและเป็นแหล่งขยายพันธุ์หอยนางรมตามธรรมชาติ และที่สำคัญพื้นที่บริเวณนี้ไม่มีนากุ้งและไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเท่ากับไม่มีแหล่งน้ำเสีย ปนเปื้อนสารเคมีปล่อยลงมารบกวนการเลี้ยงหอยนางรม ทำให้หอยเจริญเติบโต อ้วน สมบูรณ์ดีและปลอดภัยจากสารพิษ" คุณระพี บอก
คุณระพีได้เล่าถึงการเลี้ยงหอยนางรมว่า ตนเองและสมาชิกหลายคนเลี้ยงหอยมานาน เกือบ 20 ปี การเลี้ยงจะเลี้ยงในแพขนาดใหญ่ เล็กตามแต่เงินทุนของแต่ละคน ในแพจะแบ่งพื้นที่เป็นห้องๆ แต่ละห้องมีขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร แพใหญ่ มีกว่า 12 ห้อง แพกลาง มี 8-10 ห้อง และแพเล็กมี 8 ห้องลงมา แต่ละห้องจะเลี้ยงหอยนางรมได้ 3,000 ตัว
เลี้ยงหอยนางรมใช้พันธุ์จากแหล่งธรรมชาติ
ลงทุนน้อย รายได้ดี
ด้วยความที่ทำเลที่เลี้ยงหอยนางรม ที่ห้อมล้อมด้วยป่าชายเลน ป่าโกงกางดังกล่าวแล้วทำให้เป็นแหล่งอาหารและแหล่งขยายพันธุ์หอยนางรมได้เป็นอย่างดี สมาชิกกลุ่มจึงสามารถเก็บพันธุ์หอยจากธรรมชาติมาเลี้ยงได้เอง เป็นการลดต้นทุนอีกทางหนึ่ง และเมื่อได้พันธุ์หอยมาแล้ว เกษตรกรจะนำมาร้อยเป็นพวง พวงละ 10 ตัว แต่ละพวงใช้เชือกยาว 1.5-2 เมตร การนำหอยมายึดติดกับเชือกโดยใช้ปูนซีเมนต์เป็นตัวเชื่อม
จากนั้นนำหอยนางรมที่ร้อยเป็นพวง ไปผูกบนแพไม้ไผ่ให้เต็มพื้นที่ เฉลี่ยห้องละ 300 พวง พวงละ 10 ตัว หาก 1 แพ มี 10 ห้อง ก็เท่ากับเกษตรกรเลี้ยงหอยนางรมได้ 30,000 ตัว ต่อแพ
เรื่องการดูแล ให้อาหาร ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงหอยนางรมบ้านบางมัน บอกว่า ไม่ต้องดูแลมากมาย ไม่ต้องให้อาหาร หอยนางรมจะคอยดักแพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์ที่ไหลมาตามน้ำอย่างอุดมสมบูรณ์เป็นอาหาร เพียงแต่ต้องคอยตรวจตราอย่าให้ขยะ ถุงพลาสติค หรืออื่นๆ ที่ไหลมาตามน้ำมาเกาะติดกับพวงหอย ทำให้หอยไม่สะดวกในการกินอาหาร ส่งผลให้หอยผอมหรือตายได้
ขายดี ตัวละ 10-15 บาท
คุณระพี กล่าวถึงการตลาดว่า การตลาดหอยนางรมไม่มีปัญหา ปัญหาที่มีคือไม่มีหอยให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปกติตลาดจะขายให้กับแม่ค้าในท้องถิ่นเพื่อนำมาขายตามร้านริมถนนสายระนองไปอำเภอสุขสำราญบริเวณบ้านบางมัน และอีกส่วนจะขายให้กับแม่ค้าจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะจากสุราษฎร์ธานี การขาย จะนับขายเป็นตัว ราคาตัวละ 10-15 บาท ขึ้นกับขนาดเล็กใหญ่
ท่านผู้อ่านหากมีโอกาสมาเที่ยวจังหวัดระนอง "คอคอดกระ ภูเขาหญ้า กาหยูหวาน ธารน้ำแร่ มุกแท้เมืองระนอง" ขอเชิญไปลิ้มลองหอยนางรมสดๆ เนื้อขาวสะอาด กินสดหวานมัน อร่อย ไม่มีกลิ่นคาว ไม่เหนียว และที่สำคัญปลอดภัยจากสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม
สนใจติดต่อโดยตรงที่ คุณระพี น้ำจันทร์ ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงหอยนางรมบ้านบางมัน เลขที่ 10/1 หมู่ที่ 2 ตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง โทร. (086) 272-6835
Labels: สัตว์น้ำและอาหารทะเล
Wednesday, November 21, 2007
"สาหร่าย" คุณค่าจากใต้ทะเล
พูดถึงอาหารทะเลแล้ว คงจะนึกถึงกุ้งหอยปูปลา ยิ่งถ้านำมาจิ้มกับน้ำจิ้มรสเด็ดแล้วละก็ ยิ่งอร่อยเหาะถูกใจ แต่วันนี้ "108 เคล็ดกิน" ไม่ได้จะมาชวนไปกินซีฟู้ดแต่อย่างใด เพียงแค่อยากจะกล่าวถึงอาหารทะเลอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่บรรดาสัตว์น้ำ นั่นก็คือ "สาหร่ายทะเล" ที่หลายๆ คนชื่นชอบในรสชาติที่อร่อย มักนำมากินเป็นของว่าง หรือนำมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นยิ่งนิยมนำสาหร่ายทะเลมาปรุงด้วยเป็นพิเศษ.
ประโยชน์ของสาหร่ายทะเลนั้นก็มีมาก เพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ ย่อยง่าย มีสารไอโอดีนซึ่งช่วยในการทำงานของต่อมไทรอยด์ โดยต่อมนี้จะผลิตฮอร์โมนควบคุมระบบการเผาผลาญ อีกทั้งยัง มีโปรตีน แคลเซียม และธาตุเหล็กสูง รวมไปถึงแร่ธาตุต่างๆ อย่างแมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี ซึ่งช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงยังช่วยทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ช่วยลดคอเลสเตอรอล และรักษาโรคท้องผูกเพราะมีเส้นใยสูง กระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคได้ด้วย
แต่ทั้งนี้ก็ต้องระมัดระวัง โดยกินสาหร่ายในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะหากกินมากเกินไปก็จะมีผลเสียโดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นโรคไตหรือความดันโลหิตสูงควรระวัง เพราะในสาหร่ายมีปริมาณโซเดียมสูง อีกทั้งยังมีพิวรีนสูงหากกินมากไปอาจทำให้เป็นโรคเกาต์ได้ด้วย และสาหร่ายบางชนิดยังอาจเติบโตในแหล่งน้ำที่มีสารพิษ ทำให้มีสารพิษตกค้าง เป็นอันตรายได้เช่นกัน
Labels: สัตว์น้ำและอาหารทะเล
Saturday, November 10, 2007
4พิบัติภัยโหมซัด ธุรกิจเรือประมง 5,000ลำจอดสนิท
ผู้ประกอบการธุรกิจเรือประมงอ่วม เจอสารพัดปัญหารุมเร้า ทั้งราคาน้ำมันแพง ราคาสัตว์น้ำตกต่ำ ภัยธรรมชาติ ซ้ำร้ายแบงก์ ไม่ยอมปล่อย้ ต้องโร่หาเงินนอกระบบเจ้ามาจุนเจอ ขณะที่พวกสายป่านสั้น ทนขาดทุนไม่ไหวแห่จอดเรือทิ้งแล้วกว่า 5,000 ลำ ฝากความหวังสุดท้าย รัฐบาลใหม่ขี่ม้าขาวมาช่วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2268 08 พ.ย. - 10 พ.ย. 2550
นายทวี บุญยิ่ง ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการประมงแห่งประเทศไทย อดีตนายกสมาคมประมงจังหวัดระนอง และเจ้าของกิจการเรือประมง เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงสถานการณ์ธุรกิจประมงในขณะนี้ว่า อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่มาก อันเป็นผลกระทบมาจากปัญหาต่างๆ โดยปัญหาหลักที่สร้างความหนักใจ
ให้กับผู้ประกอบการประมงมากที่สุด คือ ปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน ซ้ำร้ายในขณะนี้ราคาสัตว์น้ำที่จับได้ยังมีราคาตกต่ำ เนื่องมาจากมีสัตว์น้ำจาก
ประเทศเพื่อนบ้านทั้งพม่า และอินโดนีเซียเข้ามาตีตลาด นอกจากนี้ปัญหาภัยธรรมชาติก็กำลังกลายเป็นอีกปัญหาที่เข้ามาสร้างผลกระทบต่อ
ผู้ประกอบการประมงเช่นกัน
ขณะนี้เรือประมงทุกลำที่ออกไปจับปลาต่างประสบปัญหาขาดทุนจนไม่สามารถที่จะดำเนินกิจการต่อไปไหว ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายพยายามที่จะหาเงินทุนเข้ามาเพื่อช่วยประคับประคองกิจการให้ดำรงต่อไปได้ แต่ปรากฏว่าปัญหาคือทางธนาคารจะไม่ปล่อย้ให้กับผู้ประกอบการประมง เนื่องจากผลประกอบการของผู้ประกอบการแต่ละราย ต่างอยู่ในภาวะที่ขาดทุน จนทำให้ผู้ประกอบการต้องหาเงินทุนจากนอกระบบเข้ามาช่วยประคับประคองสถานภาพ
จากการที่มีการประเมินในตอนนี้คาดว่า มีผู้ประกอบการประมง โดยเฉพาะผู้ประกอบการประมงขนาดเล็กและขนาดกลางเข้าไป้เงินนอกระบบแล้วกว่า 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งตามความเห็นของตนคิดว่าทางรัฐบาลน่าจะมีแนวทางในการช่วยเหลือให้เป็นรูปธรรม นอกจากเรื่องของน้ำมันม่วง หรือน้ำมันเขียวแต่อย่างเดียว แต่อาจจะมีกองทุนเกี่ยวกับการประมง เพื่อจะได้เข้ามาช่วยเหลือ และผู้ประกอบการประมงจะได้มีเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ
นายทวี กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการประมงที่
ไม่สามารถทนแบกรับกับภาวะค่าต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไปไหว ได้ทยอยนำเรือเข้ามาจอดแล้วกว่า 500 ลำ จากจำนวนเรือประมงที่จับปลาในน่านน้ำพื้นที่จังหวัดระนองที่มีกว่า 3,000 ลำ และทั่วประเทศขณะนี้ทราบว่า มีผู้ประกอบการประมงนำเรือเข้ามาจอดแล้วไม่ต่ำกว่า 5,000 ลำจากจำนวนเรือประมงทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 50,000 ลำ สำหรับในส่วนของจังหวัดระนองที่ยังมีสัตว์น้ำวางจำหน่าย พบว่ากว่า 60% มาจากเรือประมงของพม่า ที่นำปลาเข้ามาขายยังฝั่งไทย เพราะได้ราคาดีกว่า ส่วนสัตว์น้ำที่จับได้จากเรือประมงไทยมีน้อยมาก โดยตอนนี้ผู้ประกอบการประมงต่างรอความหวังกับรัฐบาลชุดใหม่
ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น
ด้านนายประพร เอกอุรุ นายกสมาคมประมงจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ตอนนี้เรือประมงในจังหวัดสงขลากว่า 7,600 ลำ ไม่สามารถทนแบกรับกับภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะต้นทุนราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมานานถึง 14 เดือนอีกต่อไปไหว โดยเฉพาะเรือประมงขนาดเล็กต่างประสบปัญหาขาดทุนกว่าเดือนละ 60,000 บาท เรือประมงขนาดใหญ่ขาดทุนเดือนละไม่ต่ำกว่า 150,000-160,000 บาท ทำให้ขณะนี้เรือประมงทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่จำต้องหยุดกิจการไปแล้วประมาณ 3,400 ลำ ซึ่งการแก้ปัญหาที่ผ่านมาทางสมาคมประมง พยายามประสานไปยังสมาคมประมงแห่งประเทศไทยเพื่อขอให้รัฐบาลหาแนวทางในการช่วยเหลือ แต่ปรากฏว่าผู้ประกอบประมงไม่เคยได้รับการดูแลจากรัฐบาลแต่อย่างใด ซึ่งตอนนี้ความหวังสุดท้ายอยู่ที่รัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง ที่หวังว่าจะช่วยเข้ามาดูแลปัญหาของชาวประมงบ้าง ซึ่งตอนนี้ถือได้ว่าอยู่ในช่วงที่วิกฤติที่สุด.
Labels: สัตว์น้ำและอาหารทะเล
Thursday, November 8, 2007
ปลาใกล้หมดจากเอเชียอาคเนย์
โดย ผู้จัดการออนไลน
ชี้ปลาจำนวนมหาศาลกำลังหมดไปจาก มหาสมุทรแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว ส่งผลร้ายต่อ การทำมาหากินของ ประชาชนมากถึง 100,000,000 คน ขณะที่ จำนวนปลาในอ่าวไทย ลดฮวบร่วม 90% ในช่วงปี1961 - 1991 นอกจากนี้ ปริมาณการจับปลา โดยเรือลากอวนก็ลดลงกว่า 7 เท่า
รายงานของสถาบันโลวีแห่งออสเตรเลียระบุว่า การประมงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ขณะที่อินโดนีเซีย ประเทศไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ณ ตอนนี้ติดอันดับ ชาติผู้ผลิตปลา มากที่สุด 12 อันดับแรกของโลก
เมอริล วิลเลียมส์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่ของศูนย์เวิลด์ฟิช เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยปลาระหว่างประเทศ กล่าวในรายงานฉบับนี้ว่า อินโดนีเซียถือเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการประมง เนื่องจากเป็นชาติผู้ผลิตปลามากที่สุดเป็นอันดับ4ของโลก ทว่า ทรัพยากรประมงในทะเลของอินโดนีเซียใกล้จะถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่แล้ว ขณะที่หากมองจากแหล่งประมงในแต่ละพื้นที่ จะพบว่าทรัพยากรจำนวนมากในทุกพื้นที่ถูกใช้ไปเกินขีดความสามารถแล้ว
วิลเลียมส์กล่าวว่าจำนวนชาวประมงยังคงเพิ่มขึ้นในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทุกประเทศ ถึงแม้ว่านับตั้งแต่ทศวรรษ1980 ชาติต่างๆเริ่มปิดพรมแดนเนื่องจากมีการอ้างเขตแดนในน่านน้ำและการจับปลามากเกินไป
ความชุกชุมของปลาในอ่าวไทยลดลง 86% ในช่วงระหว่างปี1961 - 1991 ขณะที่ปริมาณปลาที่เรือลากอวนจับได้ในอ่าวไทย ต่อชั่วโมง ลดลงกว่า 7 เท่าตัว ระหว่างปี1966 - 199
Labels: สัตว์น้ำและอาหารทะเล
Saturday, September 22, 2007
ปักเป้า"ทะลักเข้าตลาดวันละแสนกิโลยึด 7ต้นไข่เพียบ
30 สิงหาคม 2550 00:28 น.
เผยมีปลาปักเป้าออกสู่ท้องตลาดวันละแสนกิโลกระจายตามร้านอาหารตามสั่ง หมูกระทะ จิ้มจุ่ม แถมดัดแปลงเป็นลูกชิ้นปลา เตือนช่วงนี้เป็นฤดูวางไข่ เนื้อปลาอันตรายถึงชีวิตหากบริโภคเกิน 2 มิลลิกรัม ขณะที่ชาวบ้านไม่รู้ว่าเป็นปลาอะไร ล่าสุดจับได้ขณะขนเข้ากรุง 7 ตัน ยอมรับป้องกันยากเพราะตำรวจท้องที่ไม่สนใจ
แม้จะมีข่าวอันตรายจากการบริโภค "ปลาปักเป้า" แต่ก็ยังมีการแอบจับนำมาขายให้ผู้บริโภค ซึ่งล่าสุดเมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ลักลอบขนปลาปักเป้าเข้ากรุงเทพฯ ได้ที่บริเวณริมสะพานแม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม มากกว่า 7,000 กิโลกรัม
พล.ต.ต.วิ สุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (ปศท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยข่าวของ ปศท.ได้รับรายงานว่ามีเนื้อปลาปักเป้าแพร่ระบาดอยู่ในท้องตลาดจำนวนมาก โดยประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นปลาปักเป้า จึงเป็นเรื่องน่าห่วง เพราะประชาชนจะบริโภคเนื้อปลาปักเป้าไปโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากเมื่อปลาปักเป้าผ่านจากโรงแล่เนื้อ ก็จะถูกกระจายไปทั่วประเทศ ส่งไปขายต่อทั้งร้านอาหารประเภทอาหารตามสั่ง ร้านข้าวต้มปลา ร้านหมูกระทะ จิ้มจุ่ม และที่สำคัญก็คือมีรายงานว่าเนื้อปลาปักเป้าถูกนำไปดัดแปลงเป็นลูกชิ้นปลาและอาหารอื่นๆ ด้วย
"จากข้อมูลที่เราติดตาม สืบสวนจากพื้นที่ที่มีชายฝั่งติดน้ำ เราคำนวณคร่าวๆ พบว่าอย่างน้อยมีเนื้อปลาปักเป้า 5 หมื่น-1 แสนกิโลกรัม ที่หลุดออกไปให้ประชาชนบริโภค เพราะขนาดวันที่ 29 สิงหาคม ก็มีการจับกุมหลังเราสืบทราบว่าจะมีการขนปลาปักเป้าจำนวนมากไปโรงแล่ที่ท่าเรือในสมุทรสาคร เชื่อไหมว่ามีรถบรรทุกปลาอีก 6 คันที่เพิ่งขนปลามาจากท่าเรือไปส่งยังโรงแล่ปลา สามารถหลบหนีหลุดรอดไปได้เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจของ ปศท.ที่นำไปจับกุมนั้นไม่เพียงพอ" ผบก.ปศท.กล่าว
พล.ต.ต.วิสุทธิ์ กล่าวด้วยว่า ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่อันตรายมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ปลาปักเป้ากำลังมีไข่ และพิษของปลาปักเป้าอยู่ที่ไข่ หากขั้นตอนที่แล่เนื้อปลาผิดพลาดมีดไปถูกไข่ปลา เนื้อปลาก็จะได้รับพิษด้วย ซึ่งหากใครบริโภคเนื้อปลาที่มีพิษเกิน 2 มิลลิกรัมก็จะมีอันตรายถึงชีวิต และเท่าที่ทราบก็ยังไม่มียารักษา ต้องใช้วิธีขับปัสสาวะเพียงอย่างเดียว และช่วง 2 ปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลจุฬาฯ ศึกษาวิจัยและพบว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยพิษปลาปักเป้า
Labels: สัตว์น้ำและอาหารทะเล
Tuesday, August 14, 2007
พม่าผลิตปลาไหลจนล้นตลาดส่งจีนราคาหลุ่น
ปลาตัวยาวๆ ชนิดนี้กำลังยุ่ง ช่วงนี้จับได้มากเกินไปทำให้ราคาหล่นวูบที่ด่านมูเซะ พม่าขายปลาไหลทำเงินได้มหาศาลในแต่ละปี
ผู้ส่งออกในพม่ามีรายได้ดีมากจากการจำหน่ายสินค้าประเภทสัตว์น้ำและอาหารทะเลให้แก่ผู้ค้าในมณฑลหยุนหนันของจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และอยู่ห่างไกลจากทะเลแต่การผลิตมากๆ ทำให้ล้นตลาดๆได้เหมือนกัน ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ก็คือปลาไหล
ตามรายงานของนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ "เมียนมาร์ไทมส์" ปัจจุบันปลาไหลกำลังล้นตลาด ทำให้ราคาขายส่งที่ด่านมูเซะ (Muse) รัฐชาน (Shan) ติดกับมณฑลหยุนหนันตกวูบลงน่าใจหาย
Ref : โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 สิงหาคม 2550 20:50 น.
นิตยสารข่าวฉบับนี้รายงานโดยอ้างตัวเลขจากการเปิดเผยของนายทุนเส่ง (Tun Sein)
ประธานสมาคมผู้แปรรูปและส่งออกสินค้าประมงแห่งพม่า (Myanmar Fishery Products Processors and Exporters Association) หรือ MFPEA
"ความต้องการปลาไหลที่ด่านมูเซะมีแค่วันละ 40 ตัน แต่มีการส่งปลาไหลไปที่นั่นวันละ 50-60 ตันทุกวัน" นายเส่งเปิดเผยระหว่างการประชุมสัมมนานัดหนึ่งที่จัดขึ้นในกรุงย่างกุ้งในสัปดาห์ปลายเดือนที่แล้ว
ราคาจำหน่ายปลาไหลที่ด่านมูเซะซึ่งกำกับโดยรัฐในปัจจุบันเหลือเพียง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่นายขิ่นโกเล (Khin Ko Lay) อธิบดีกรมประมงยอมรับว่า การซื้อขายในตลาดทั่วไประหว่างผู้ค้ารายย่อยด้วยกันราคาหล่นลงเหลือเพียง 1,700-1,800 ดอลลาร์ต่อตันเท่านั้น
อธิบดีกรมประมงกล่าวว่าผู้ค้าส่งปลาไหลไปที่นั่นมากเกินไป แต่ก็เป็นสถานการณ์ที่เลี่ยงได้ยาก เนื่องจากกำลังเป็นฤดูที่จับสัตว์น้ำได้มากที่สุดในประเทศนี้
"เราจับพวกปลาต่างๆ ได้มากที่สุดในช่วงนี้ของทุกปี ก็เป็นธรรมดาเมื่อจับได้ก็จะต้องรีบส่งไปยังตลาดให้เร็วที่สุดขณะที่มันยังมีชีวิตอยู่" ผู้ค้ารายหนึ่งกล่าว
ผู้ค้ากล่าวอีกว่าราคาปลาไหลอาจจะหล่นลงต่ำกว่า 1,700 ดอลลาร์ต่อตัน รวมทั้งราคาของปลาชนิดต่างๆ ที่ด่านมูเซะอาจจะต้องตกลงอีกในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ เนื่องจากจีนเองก็จับได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน
สมาคมผู้ค้าฯ ยินดีที่จะให้ทางการกำหนดราคาให้ต่ำลงมากกว่าจะถูกกำหนดโควตาไม่ให้เกินวันละ 40 ตัน หรือประมาณ 1,200 ตันต่อเดือน
ช่วงเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้วพม่าส่งออกปลาไหลสู่ตลาดจีนผ่านระบบการค้าข้ามแดนที่ด่านมูเซะเฉลี่ยเดือนละ 1,000 ตัน
ตามตัวเลขของกรมประมงจนถึงวันที่ 31 พ.ค.ปีนี้ การส่งออกปลาไหลทำเงินให้ประเทศ แล้วกว้า 5.1ล้านดอลลาร์ แต่ก็เป็นเพียงประมาณ 15% ของเป้าหมาย 35 ล้านดอลลาร์ตลอดปีงบประมาณ 2550-2551 นี้
ตามตัวเลขที่เป็นทางการ ในปีงบประมาณ 2549-2550 ที่สิ้นสุดลงในเดือน มี.ค. พม่าส่งออกปลาไหลรวม 6,856 ตัน เป็นมูลค่า 18.95 ล้านดอลลาร์
นอกจากปลาไหลแล้วพม่ายังส่งออกสัตว์น้ำอีกหลายชนิดป้อนตลาดจีนผ่านด่านมูเซะ รวมทั้งปูชนิดต่างๆ ด้วย
ด่านมูเซะคู่กับด่านยุ่ยลี่ (Ruili) ในฝั่งจีน ที่นั่นอยู่ห่างจากเมือลาเฉียว (Lashio) เมืองเอกของรัฐชานเหนือราว 190 กิโลเมตร และ ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ในพม่าราว 350 กม.
ด่านมูเซะ-ยุ่ยลี่ เป็นช่องทางการค้าขายที่ใหญ่ที่สุดระหว่างจีนกับพม่า ทางการจีนมีแผนที่จะตัดถนนและทางรถไฟที่ทันสมัยไปยังยุ่ยลี่ และจะช่วยสร้างทางรถไฟในดินแดนพม่าจากมูเซะไปยังเมืองมี๊ตจีนา (Myitkyina) เมืองเอกของรัฐกะฉิ่นอีกด้วย
จีน-พม่าได้ตกลงจะเชื่อมการขนส่งทางรถไฟและรถยนต์เข้าหากัน การก่อสร้างส่วนที่อยู่ในดินแดนจีนได้เริ่มแล้วเมื่อต้นปีนี้.
Labels: สัตว์น้ำและอาหารทะเล
Misc Synopsis
- ကံေကာင္းေသာ လူငယ္မ်ားသည္ သူ႔ဘဝတြင္ "ဘယ္စာကိုဖတ္၊ ဘယ္စာကို မဖတ္နဲ႔" ဟူေသာ အၾကံေပးခ်က္မ်ိဳး ရ႐ွိခဲ့၏။ ကံဆိုးေသာ လူငယ္မ်ားသည္ ဘာအၾကံေပးခ်က္မွ မရွိပါ။ ထိုအမ်ိဳးအစားထဲမွ စိတ္ဓာတ္အင္အား ျပည့္စံုေသာ လူငယ္မ်ား၊ ႀကိဳးစားလိုေသာ လူငယ္မ်ား၊ ႐ွာေဖြစူးစမ္းလိုေသာ လူငယ္မ်ားသည္ မည္သူ႔အကူအညီမွ် မပါဝင္ဘဲ မိမိတို႔ဘာသာ သင့္ေတာ္ရာရာကို ေ႐ြးခ်ယ္ သြားတတ္ၾကသည္။ တခ်ိဳ႔ကေတာ့ သူတို႔ ဘာကိုလိုခ်င္မွန္း သူတို႔ကိုယ္တိုင္ မသိသူမ်ား ျဖစ္ၾကပါသည္။ ေလာကတြင္ မိမိဘာ လိုခ်င္သည္ဟု မွန္ကန္စြာသိ၍ မိမိ လိုခ်င္ေသာ အရာကို ရေအာင္ယူႏိုင္ေသာ လူငယ္မ်ားလည္း ႐ွိၾကသည္။ လူတေယာက္ မိမိဘဝတြင္ ဘာလိုခ်င္သည္ ဟု အတိအက် သိလာ ရန္ စာအုပ္မ်ားစြာက တြန္းအားေပးႏိုင္သည္ဟု ကြၽန္မ ထင္ပါသည္။ ဂ်ဴး
- ဂန္ဘာရီနဲ ့နအဖ တို ့ရဲ ့ကေလးကလား လုပ္ရပ္မ်ား - နဖအ က ေဒၚစုကို ေနအိမ္မွာအက်ယ္ခ်ဳပ္ခ်ထားတာ တကမၻာလံုးသိပါတယ္။ ဘယ္လိုေနအိမ္မွာအက်ယ္ခ်ဳပ္ခ်ထားလဲဆိုရင္ အိမ္ေရွ ့တခါးကိုေသာ့နဲ ့ခတ္ထားတယ္။ ေဒၚစုျခံ၀န္းထဲမွာ စစ္တပ္ခ်ထားတယ္။ ေဒၚစုကို ေတြ ့ခ်င္တယ္တဲ့သူေတြက သူတို ့က ၀င္ေစဆိုတဲ့အမိန္ ့ရမွာ၀င္လို ့ရတယ္။ ေဒၚစု ရဲ က်မာေရးကို တာ၀န္ခံထားတဲ့ေဒါက္တာတင္မ်ိဳး၀င္းေတာင္ ၀င္ေတြ ့ျခင္တိုင္း၀င္ေတြ ့လို ့မရဘူး။ သန္းေရြ ရဲ ့ခြင့္ျပဳခ်က္ရမွေဒၚစုကိုေတြ ့ခြင့္ရတယ္။ ေဒၚစုေရွ ေနက ေဒၚစုကို ေတြ ့ျခင္တိုင္းေတြ ့လို ့မရဘူး။ အန္အဲလ္ဒီစီအီစီ ဆိုရင္လည္း ေဒၚစုကို အိမ္မွာေတာင္ေတြ ့ခြင့္မရၾကဘူး။ ဒီလို အေျခအေနမ်ိဳးမွာ ဂန္ဘာရီ ကိုယ္စားလွယ္နဲ ့ နအဖ ကိုယ္စားလွယ္က ေဒၚစုအိမ္ေရွ ့ကိုသြားျပီး ေဒၚေအာင္ဆန္းစုၾကည္ ဂန္ ဘာရီက ေတြ ့ျခင္လို ့ပါလို ့ အိမ္ေရွ ့ကေန ေလာစပီကာနဲ ့သြားေအာ္ေနတာ အေတာ့ကို ကေလးကလားဆန္ျပီ အရူးထတဲ့လုပ္ရပ္ျဖစ္ပါတယ္။ က်ေနာ္ေမးျခင္တာက သူတို ့မွာ ေဒၚစုအိမ္ကိုခတ္ထားတဲ့ေသာ့ရိွရဲ ့သားနဲ ့ဖြင့္ျပီး ၀င္သြားလိုက္ၾကပါလား။ အိမ္ကိုေသာ့ခတ္ထားတဲ့သူက တခါးဖြင့္ေပးပါလို ့ေအာ္ေနတာကေတာ့ အေတာကိုညဏ္နည္းလွၾကပါတယ္။ Ko Moe Thee Blog
- အဲဒီသ၀ဏ္လႊာနဲ႔ ပတ္သက္ၿပီး မေလးရွား၀န္ႀကီးခ်ဳပ္ ဘာဒါ၀ီက ျမန္မာႏိုင္ငံအေနနဲ႔ အာဆီယံရဲ႕ ျပည္တြင္း ေရး မစြက္ဖက္ေရးမူကို အကာအကြယ္မယူသင့္ဘူးလို႔ မိန္႔ခြန္းမွာ ထည့္သြင္းေျပာၾကားသြားပါတယ္။ ဒါ့အျပင္ အာဆီယံရဲ႕ အဓိကအဖြဲ႔၀င္ႏိုင္ငံျဖစ္တဲ့ မေလးရွားႏိုင္ငံက အဖြဲ႔ႀကီးရဲ႕ အဓိကမူတရပ္ျဖစ္တဲ့ ျပည္တြင္းေရး မစြက္ဖက္ေရးမူကို ျပန္လည္အနက္အဓိပၸၸၸၸၸါယ္ ဖြင့္ဆိုသင့္ၿပီလို႔ ေျပာၾကားခဲ့ပါတယ္။ / Dr.LwanSwe
- ရွစ္ေလးလံုး အေရးအခင္းနဲ႔အတူ နာဂစ္မုန္တိုင္းအေပၚ စစ္အစိုးရ တံု႔ျပန္မႈဟာ ျမန္မာႏိုင္ငံတြင္း မွာရွိတဲ့ အႀကီးမားဆံုး လူ႔အခြင့္အေရး ခ်ိဳးေဖာက္မႈေတြရဲ႕ “နိဂံုး” ျဖစ္မယ္လုိ႔ လူအမ်ားစုက ေမွ်ာ္ လင့္ထားၾကတယ္။ ဒါေပမယ့္ နိဂံုးျဖစ္ျဖစ္၊ မျဖစ္ျဖစ္ ဒီတႀကိမ္ေတာ့ ျမန္မာ့အေရးဟာ ျမန္မာ ႏိုင္ငံသားေတြ (“၈၈မ်ိဳးဆက္” ေက်ာင္းသားေတြဟာ ရဲ၀ံ့စြာနဲ႔ ေရွ႕ကေန ဦးေဆာင္ေနတယ္) တင္ မကေတာ့ဘူး ကုလသမဂၢ လံုျခံဳေရးေကာင္စီနဲ႔ ျမန္မာႏိုင္ငံရဲ႕ အာရွအိမ္နီးခ်င္းႏိုင္ငံေတြရဲ႕ ႏိုင္ငံေရး ဆႏၵေပၚမွာလည္း မူတည္ေနပါတယ္။ အႏွစ္ (၂၀) ဆိုတာ ရွည္လ်ားတဲ့ အခ်ိန္ကာလ ျဖစ္ေပမယ့္ သိပ္ေတာ့ ေနာက္မက်ေသးပါဘူး။ / New Era Journal
- Failed States Index 2008 - အားလံုးေပါင္း ၁၂ ခုရွိတဲ့ စံညႊန္းေတြထဲမွာ ျမန္မာႏိုင္ငံဟာ လူ႔အခြင့္အေရးစံညႊန္းမွာ အဖိႏွိပ္ခံရဆံုး တဖက္စြန္းမွာေရာက္ေနၿပီး ျပည္ပစြက္ဖက္မႈမွာေတာ့ အေစာကေရးသလို အနည္းဆံုးပါ၊ ဒီႏွစ္ခုက အမ်ားဆံုး နဲ႔ အနည္းဆံုး အစြန္းႏွစ္ဖက္ ေရာက္ေနတာကလြဲလို႔ က်န္တာေတြက ထိပ္ဆံုးမေရာက္တေရာက္မွာ။ ၂၀၀၅ တုန္းက ထိပ္ဆံုး ၂၀ ထဲမွာ ျမန္မာမပါဘူး၊ ၂၀၀၆ က်ေတာ့ နံပါတ္ ၁၈ နဲ႔ အေရွ႔တက္လာတယ္၊ ၂၀၀၇ မွာ အဆင့္ ၁၄၊ ေဟာ၊ အခု ၂၀၀၈ မွာ အဆင့္ ၁၂ ျဖစ္သြားၿပီ။ ဒီလို တႏိုင္ငံလံုးခ်ီၿပီး ညံ့ဖ်င္းေနတာ ဦးေဆာင္လမ္းျပေနတဲ့ေခါင္းေဆာင္ တာဝန္မကင္းဘူး၊ ဒါေၾကာင့္ ႏိုင္ငံေတြစာရင္းအျပင္ ေခါင္းေဆာင္ေတြရဲ့ စာရင္းကိုလည္း ျပဳစုထုတ္ျပန္ထားတယ္။ Degolar