Showing posts with label พลังงาน. Show all posts
Showing posts with label พลังงาน. Show all posts

Sunday, August 10, 2008

เซลล์สุริยะสาหร่าย - Algae Solar Cell (ตอนที่ 3)

via Nano in Thailand Blog (นาโน เมืองไทย) by อาจารย์นอย on 8/9/08


วันนี้ผมขอมาคุยให้ฟังต่อเรื่อง การผลิตพลังงานจากสาหร่าย กันอีกครั้งครับ เพราะกระแส Algae Solar Cell นี่มาแรงจริงๆ ครับ ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการตื่นตัวเรื่องนี้มาก ถึงขนาดที่ว่ามีชมรมที่ตั้งขึ้นมา เพื่อเผยแพร่วิธีการทำฟาร์มน้ำมันสาหร่าย แบบเปิดให้ดูหมด (ในภาษาไอทีเขาเรียกว่า Open Source ครับ) ชมรมนี้เรียกว่า algOS (algae Open Source) ชมรมนี้ต้องการให้ใครก็ได้ ทั้งนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร คนทั่วไป บริษัท จากทั่วทั้งโลก มาร่วมกันเปิดเผยข้อมูลที่พอจะให้ได้ เพื่อมาสร้างสูตรการทำฟาร์มสาหร่ายเพื่อการผลิตน้ำมันร่วมกัน โดยอาศัยความได้เปรียบที่ว่า (1) สาหร่ายเป็นพืชที่ให้น้ำมันได้สูงมาก เป็นร้อยเท่าของถั่วเหลืองเลยครับ (2) สาหร่ายปลูกที่ไหนก็ได้ เพราะไม่ต้องอาศัยดิน ปลูกในท่อปลูกก็ได้ (3) สาหร่ายไม่ใช่อาหารของคน หรือ สัตว์ที่คนเลี้ยง ไม่เหมือน ปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด เนื่องจากตอนนี้บริษัทน้ำมันใหญ่ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามาลงทุนทางด้านนี้ ทางชมรมนี้เขาก็กลัวว่า บริษัทยักษ์ใหญ่พวกนี้จะถือครองสูตรการทำ แล้วอีกหน่อยก็จะควบคุมพลังงานสาหร่าย ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นพลังงานแห่งอนาคต ชมรมนี้จึงต้องการสร้างอำนาจการต่อรอง ด้วยการทำสูตรที่เป็นสาธารณะ เพื่อให้เกษตรกร บริษัทขนาดกลาง ตลอดจนผู้สนใจจะก่อตั้งธุรกิจนี้ เอาไปทำเองก็ได้ การเลี้ยงสาหร่ายสามารถทำได้ทั้งในระดับใช้กันเองในชุมชน ทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ไปจนถึงการทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สำหรับประเทศไทยผมมองว่าการทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาจจะทำได้ไม่กี่แห่ง เพราะประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรมที่พื้นดินเหมาะไปทำอาหารมากกว่า การทำฟาร์มสาหร่ายควรไปทำในที่ๆ ไม่ต้องใช้พื้นดินทำเกษตร เช่น ทะเลทราย หรือ บริเวณดินเค็ม ดินเสีย ที่ทำเกษตรไม่ได้แล้ว ซึ่งไม่ค่อยมีหรอกครับในประเทศที่อุดมสมบูรณ์อย่างบ้านเรา algOS เขาพยายามทำคู่มือให้ตั้งแต่การเพาะเลี้ยง ไปจนถึงการผลิตน้ำมันเลยครับ วันหลังผมจะมาคุยต่อนะครับ .....

Read More......

Tuesday, July 29, 2008

10 บัญญัติ ประหยัดน้ำมัน




10 บัญญัติ ประหยัดน้ำมัน


1. ขับรถไม่เกิน 90 ก.ม./ชม.
ความเร็วสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้
ทางธรรมดา 90 กม./ชม.
ทางด่วน 110 กม./ชม.
มอเตอร์เวย์ 120 กม./ชม.




2. จอดรถไว้บ้าน โดยสารสาธารณะ
ถ้าผู้ใช้รถยนต์ร้อยละ 1 จากจำนวน 5 ล้านคัน หันมาใช้บริการรถสาธารณะ ด้วยระยะทาง 48 กม./วัน ใน 1 ปี (260 วันทำงาน) จะประหยัดน้ำมัน 52 ล้านลิตร คิดเป็นค่าน้ำมัน 780 ล้านบาท



3. ไม่ขับก็ดับเครื่อง
การติดเครื่องยนต์จอดอยู่เฉยๆ เป็นเวลา 5 นาที สิ้นเปลืองน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ 500 ซีซี




4. ทางเดียวกันไปด้วยกัน
ถ้าขับรถยนต์ 5 คัน ไปทางเดียวกัน ที่หมายใกล้กัน ระยะทาง 48 กม./คัน (ไป-กลับ) ใน 1 ปี (260 วันทำงาน) จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 5,200 ลิตร คิดเป็นค่าน้ำมัน 78,000 บาท ถ้าร้อยละ 1 ของรถยนต์ 5 ล้านคัน ใช้ Car Pool สลับขับ 5 คน ต่อรถ 1 คัน ใน 1 ปี จะประหยัดน้ำมันได้ 41.6 ล้านลิตร คิดเป็นเงิน 624 ล้านบาท





5. หลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน
ถ้ารถติดเพียงร้อยละ 1 ของ จำนวนรถยนต์ 5 ล้านคัน ในวันทำงานทุกวัน และในบางเสาร์-อาทิตย์ ใน 1 ปี (330 วัน/ปี) จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 12.4 ล้านลิตร คิดเป็นค่าน้ำมัน 186 ล้านบาท




6. ใช้โทรศัพท์-โทรสารเลี่ยงรถติด
ใช้อุปกรณ์สื่อสารแทนการเดินทาง เช่น ส่งหนังสือระหว่างหน่วยงาน หากเร่งด่วนก็ใช้วิธีส่งทางโทรสาร หากเป็นเอกสารสำคัญก็ใช้วิธีรวบรวมเอกสารแล้วส่งพร้อมกัน หนังสือเวียนที่ไม่สำคัญก็ใช้วิธีส่ง E-Mail หรือส่งไปรษณีย์




7. วางแผนก่อนเดินทาง
ถ้าไม่ศึกษาเส้นทางก่อนเดินทาง และขับรถหลงทาง 10 นาที จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 500 ซีซี คิดเป็นค่าน้ำมัน 7.50 บาท
ถ้ารถยนต์ 5 ล้านคัน ขับหลงทาง เฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง ใน 1 ปี จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 30 ล้านลิตร คิดเป็นค่าน้ำมัน 450 ล้านบาท





8. ลมยางต้องพอดี ไส้กรองต้องสะอาด
ความดันลมยางอ่อนกว่ามาตรฐาน 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถ้าขับทุกวันเฉลี่ยวันละ 48 กม. ใน 1 เดือน
รถยนต์ - สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 2.4 ลิตร
รถจักรยานยนต์ - สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 1.2 ลิตร
รถบรรทุก - สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 4.2 ลิตร

ถ้าร้อยละ 30 ของรถแต่ละประเภท ละเลยเช่นนี้บ่อยๆ รวมเป็น 30 วัน/ปี
จะสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 5.8 ล้านลิตร
คิดเป็นเงิน 87 ล้านบาท

ถ้าไส้กรองสะอาด จะช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันวันละ 65 ซีซี
ควรทำความสะอาดทุก 2,500 กม.
ควรเปลี่ยนทุก 20,000 กม.





9. ไม่บรรทุกของเกินจำเป็น
หากขับรถโดยบรรทุกของที่ไม่จำเป็น ประมาณ 10 ก.ก. เป็นระยะทาง 25 ก.ม. สิ้นเปลืองน้ำมัน 40 ซีซี ถ้าร้อยละ 10 ของรถยนต์ทั่วประเทศ 5 ล้านคัน ขับรถโดยบรรทุกสิ่งของที่ไม่จำเป็น ใน 1 ปี จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 7.3 ล้านลิตร คิดเป็นเงิน 10.95 ล้านบาท




10. ตรวจเช็คเครื่องยนต์เป็นประจำ
- เปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด
- เปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นทุก 5,000 กม.
- ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง และน้ำในแบตเตอรี่
- ตรวจสอบระดับน้ำป้อนหม้อน้ำ
- ปรับปรุงสมรรถนะรถยนต์ให้ดีตลอดเวลา ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ร้อยละ 3- 9

Read More......

Monday, June 30, 2008

Peak Energies ดอยพลังงาน

โลกในมุมมองของ Value Investor ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 29 มิถุนายน 2551

พฤติกรรม ของกำลังการผลิตของน้ำมันปิโตรเลียมที่กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นในช่วงแรกและ จะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดหลังจากที่แหล่งน้ำมันถูกดูดออกไปใช้ประมาณครึ่ง บ่อ หลังจากนั้นกำลังการผลิตจะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ จนหมดบ่อ ซึ่งเราเรียกกำลังการผลิตที่จุดสูงสุดนี้ว่า Peak Oil นั้น ในความเป็นจริง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะน้ำมันปิโตรเลียม แต่รวมไปถึงพลังงานประเภทอื่นทั้งหมดที่เป็นพลังงานประเภทใช้แล้วหมดไปไม่สามารถผลิตขึ้นใหม่ได้เช่นเดียวกับน้ำมัน ลองมาไล่ดูว่ามีพลังงานอะไรบ้าง

แก๊สธรรมชาติ นี่คือพลังงานที่กำลังมาแรงหลังจากที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผมยังจำได้ว่าในสมัยก่อนเขาต้องจุดไฟเผาทิ้งเวลาที่ขุดเจอน้ำมันแล้วมีแก๊สธรรมชาติผสมมาด้วย ในปัจจุบันดูเหมือนว่าแก๊สธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่มีค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าน้ำมัน การใช้แก๊สธรรมชาติก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าที่จริงในเมืองไทยเรานั้น ในการผลิตไฟฟ้าดูเหมือนว่าเราจะใช้แต่แก๊สธรรมชาติเป็นหลัก เพราะนี่คือสิ่งที่เราค้นพบในบ้านเรา ในระดับโลกเอง แก๊สธรรมชาติก็มีการใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ ปริมาณการใช้ประมาณ 60% ของน้ำมัน อย่างไรก็ตาม แก๊สธรรมชาติเองนั้นก็มีการคาดการณ์กันว่าน่าจะมีกำลังการผลิตใกล้ Peak หรือยอดดอยเหมือนกัน นั่นคือ บางคนบอกว่าภายใน 3-4 ปีนี้ อย่างมากไม่เกิน 13-14 ปี กำลังการผลิตถึงจุดสุดยอดแน่นอน หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ ลดลง เรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะอย่างแหล่งแก๊สของไทยเองก็ดูเหมือนว่าจะมีเวลาหมดภายในเวลา 10 หรือ 20 ปีเหมือนกัน

ถ่านหิน นี่คือแหล่งพลังงานที่ใหญ่มากหรืออาจจะเรียกว่าใหญ่ที่สุด แต่นี่ก็เช่นเดียวกัน มี Peak Coal หรือดอยถ่านหินเช่นกัน เพราะถ่านหินนั้น ในช่วงที่พบหรือเริ่มผลิตแรก ๆ เราสามารถที่จะขุดได้ง่าย แทบจะเรียกว่าตักได้เลยจากพื้น และถ่านหินที่เริ่มมีการขุดชุดแรก ๆ มักจะเป็นถ่านหินคุณภาพดีที่ให้พลังงานสูงและมีเศษเหลือที่ไม่พึงประสงค์น้อยพูดง่าย ๆ เป็นถ่านหินคุณภาพดี หลังจากนั้น พอถึงจุดสุดยอด ถ่านหินที่ขุดง่าย ๆ ก็จะหมดไป จะต้องขุดลึกลงไปเรื่อย ๆ และถ่านหินที่ได้มีคุณภาพแย่ลงเรื่อย ๆ และนี่คือปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิด Peak Coal ในทำนองเดียวกับ Peak Oil สรุปว่า กำลังการผลิตถ่านหินนั้นก็ใกล้ถึงจุดสุดยอด แม้ว่าจะดูว่าสำรองของถ่านหินนั้นมีมหาศาล แต่กำลังการผลิตใกล้ถึงจุดสูงสุด คาดการณ์กันว่าประมาณ 13 ปีข้างหน้าเช่นเดียวกับแก๊สธรรมชาติ

พลังงานนิวเคลียร์สำหรับหลายคนอาจจะบอกว่าเป็นทางออกหลังจากน้ำมันหมดโลก เพราะนอกจากจะเป็นพลังงานที่สะอาดแล้ว มันยังไม่ก่อให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วย แต่นี่ก็เช่นกัน มันจะเกิดจุดที่กำลังการผลิตถึงจุดสูงสุดคือเกิด Peak เหมือนกัน เพราะแร่ยูเรเนียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เหมาะสมนั้นก็กำลังใกล้หมดและราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ การค้นพบก็น้อยลงเรื่อย ๆ และคาดว่าจะเกิด Peak ในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า

พลังงานอีกอย่างหนึ่งที่เริ่มมีการใช้มากขึ้นก็คือ ทรายน้ำมันและหินน้ำมันซึ่งมีมากในแคนาดา การใช้ก็คือ นำมันมาสกัดเพื่อให้ได้น้ำมันดิบออกมา แต่การสกัดน้ำมันจากทรายและหินน้ำมันนั้นใช้พลังงานมหาศาลและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ดังนั้น นี่ก็คงจะทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

นอกจากพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ทางออกที่จะใช้พลังงานที่ผลิตขึ้นใหม่ได้เองก็มีปัญหาในด้านของกำลังการผลิตเช่นกัน ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

พลังน้ำ นี่คือพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนต่าง ๆ นับถึงวันนี้อาจจะพูดได้ว่าเขื่อนใหญ่ ๆ ทั้งหลายในโลกนี้ ถูกสร้างหมดไปแล้วโดยเขื่อนสุดท้ายน่าจะเป็นเขื่อนไตรผาที่เมืองจีน แต่เขื่อนนั้นรวมกันทั้งหมดสามารถให้พลังงานคิดเป็นเพียงประมาณ 2- 3% ของการใช้พลังงานของโลกเท่านั้น

พลังงานที่กำลังร้อนแรงมากหลังจากราคาน้ำมันขึ้นไปสูงก็คือพลังงานชีวภาพ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เอธทานอล ที่เราเอามาผสมเป็นแก๊สโซฮอล หลายคนคิดว่านี่คือทางออกโดยเฉพาะในประเทศของเราที่สามารถปลูกพืชผลได้มากพอที่จะทำเอธทานอลใช้แทนน้ำมันได้ แต่ถ้ามองกันในภาพใหญ่ระดับโลกแล้ว การเอาพืชมาทำเป็นพลังงานนั้น ในทางทฤษฎี อย่างน้อยก็ในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ยังไม่มีเหตุผล เพราะการปลูกพืชนั้นเราต้องใช้พลังงานเช่น ต้องเอารถมาไถหว่าน ต้องใส่ปุ๋ยซึ่งมาจากน้ำมัน ต้องรดน้ำ ต้องเก็บเกี่ยวที่ต้องใช้เครื่องจักร ต้องนำผลิตผลไปส่งที่โรงงาน และในโรงงานก็ต้องใช้พลังงานในกระบวนการผลิต เสร็จแล้วก็ต้องนำเอาเอธทานอลที่ได้ไปส่งที่ปั๊ม คิดแล้ว พลังงานที่ใช้ไปในการผลิตเอธทานอลหนึ่งลิตรนั้น เผลอ ๆ จะมากกว่าพลังงานที่ได้จากเอธทานอลหนึ่งลิตรด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในระยะยาวแล้ว พลังงานจากพืชจึงไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาพลังงานหมดโลก

พลังงานที่ดูเหมือนว่าจะมีมากอย่างไม่จำกัดและมีต้นทุนในการผลิตต่ำมากก็คือ พลังงานแสงแดด พลังงานลม พลังงานจากคลื่นในทะเล และที่น่าสนใจมากก็คือ พลังความร้อนจากใต้ดินลึกลงไปในโลก ปัญหาของพลังงานเหล่านี้ก็คือ การลงทุนสร้างแผงเซลแสงอาทิตย์ การสร้างกังหันลม การสร้างอุปกรณ์ทั้งหลายที่จะมาจับพลังงานเหล่านี้มาใช้นั้น ต้องลงทุนและ “ใช้พลังงาน” มหาศาล เช่นต้องใช้เหล็กซึ่งเหล็กเองต้องใช้พลังงานมาถลุงและอื่น ๆ อีกมาก เหนืออื่นใดก็คือ นับถึงวันนี้ พลังงานในกลุ่มนี้ยังมีการใช้น้อยมากรวมกันแล้วเพียงไม่เกิน 1% ของการใช้พลังงานทั้งโลก ดังนั้น การหวังพึ่งพิงพลังงานจากแหล่งเหล่านี้จึงยังหวังไม่ได้

ข้อสรุป ณ.วันนี้ก็คือ พลังงานของโลกทุกแหล่งน่าจะ Peak หรือมีกำลังการผลิตสูงสุดในช่วงประมาณปี 2020 ถึง 2025 หรืออีกประมาณ 12-17 ปี ข้างหน้า ยกเว้นว่าจะมีพลังงานอะไรใหม่ขึ้นมาในโลก ซึ่งการ Peak นี้ก็อาจจะนำไปสู่การขัดแย้งเพื่อแย่งแหล่งพลังงานกัน หนทางแก้ก็คือ การลดการบริโภคพลังงานลง และการลดการบริโภคที่ดีที่สุดก็คือ ราคาของพลังงานก็ควรจะต้องเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ ยังเป็นเรื่องของการคาดเดาและไม่ได้เป็นการบอกใบ้ว่า ราคาของพลังงานทุกชนิดจะต้องเพิ่มขึ้นหรือหุ้นพลังงานทุกตัวน่าจะดี พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเอธทานอล ผมยังจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน คนบอกว่า ถ้าราคาน้ำมันถึง 40-50 เหรียญต่อบาร์เรล การผลิตเอธทานอลจะคุ้มค่าเพราะต้นทุนของเอธทานอลอยู่ตรงนี้ แต่พอน้ำมันขึ้นไปเป็น 100 เป็น 130 เหรียญ การผลิตเอธทานอลก็ยังไม่เห็นได้กำไรเป็นเรื่องเป็นราว เหตุผลก็คือ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่ม วัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการผลิตเอธทานอลก็ขึ้นตาม อย่าลืมว่า การผลิตเอธทานอลนั้นก็ต้องใช้น้ำมันและพลังงานไม่น้อย

Read More......

Monday, June 2, 2008

Green Mirror...ก๊าซธรรมชาติ supply กับ demand

Ref: นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2551
ในอนาคต สงครามโลกอาจมิได้มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งด้านลัทธิการเมืองการปกครองอีก ต่อไปแล้ว แต่จะมีสาเหตุเริ่มต้นมาจากวิกฤติการณ์พลังงาน เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำรองลดลง ราคาน้ำมันแพงขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดได้ง่ายๆ ทุกวันนี้ประเทศใหญ่ประเทศน้อยต่างก็พยายามที่จะขยับขยายหาทางออกกันขวัก ไขว่ ในขณะที่ renewable energy เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ก็ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมนัก ในขณะที่พลังงานนิวเคลียร์ก็ซ่อนไว้ด้วยมหันตภัยทำลายมนุษยชาติ และโลกก็ยังร้อนเอาๆ จนภูมิอากาศปรวนแปรไปหมด ทางออกที่ดูเหมือนจะพึ่งพาได้มากที่สุดในเวลานี้คือ ก๊าซธรรมชาติ หรือ natural gas


ธรรมชาติของก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติคืออะไรกันแน่
ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่เกิดร่วมกับน้ำมันปิโตรเลียม มีคุณสมบัติที่เบากว่าอากาศ มีก๊าซไฮโดรคาร์บอนผสมกันอยู่ 2-3 ชนิด คือ มีเทน (methane), โปรเพน (propane), บูเทน (butane) โดยก๊าซมีเทนเป็นส่วนผสมหลักประมาณ 60% ก๊าซมีเทนเป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟเผาไหม้ได้สะอาด ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเพียง 50% ของที่เกิดจากน้ำมันเบนซินและดีเซล มีฝุ่นผงออกมาน้อยกว่า และเกือบไม่มีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดฝนกรดเลย พูดง่ายๆ คือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า และก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนน้อยกว่าน้ำมันมาก

มนุษย์โลกเริ่มหันมาสนใจใช้ก๊าซธรรมชาติเมื่อไม่นานมานี้ ก่อนหน้านี้เราจะเผาทิ้งไปหน้าหลุมขุดเจาะเมื่อดึงน้ำมันขึ้นมา สาเหตุสำคัญที่เราไม่เอามาใช้ก่อนหน้านี้ เพราะก๊าซธรรมชาติเป็นก๊าซเบากว่าอากาศ ทำให้กักเก็บยากและขนส่งไปยังที่ต่างๆ ได้ลำบาก จำเป็นต้องวางท่อส่งก๊าซจากแหล่งกำเนิดข้ามแผ่นดินข้ามทะเลไปยังผู้ใช้ ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิและความดัน และเสี่ยงต่อการรั่วไหล การระเบิด และการก่อการร้าย ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น นอกจากจะส่งก๊าซทางท่อได้แล้ว เรายังอาจจัดส่งเป็นก๊าซอัดในถังความดัน หรือ compressed natural gas (CNG) และทำเป็นก๊าซเหลวในถังแช่เย็น liquefied natural gas (LNG) CNG จะเหมาะกับการใช้กับยานยนต์ เพราะนอกจากจะราคาถูกกว่าน้ำมันแล้ว ยังมีค่าออกเทนสูงกว่าด้วย ส่วน LNG เหมาะกับการขนส่งระยะไกลทางเรือเพราะต้องแช่เย็น

ในแง่ของโลกร้อน หากปล่อยทิ้งมีเทนในก๊าซธรรมชาติไม่นำมาใช้ มีเทนจะลอยขึ้นสู่บรรยากาศกลายเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ดูดความร้อนในบรรยากาศ ได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 4 เท่า แต่ด้วยปริมาณที่น้อยกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มาก จึงไม่มีการพูดถึงกันมากนัก ฉะนั้นการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงจึงก่อให้เกิดผลสามต่อ คือ ทดแทนน้ำมัน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ และลดมีเทนที่จะลอยขึ้นสู่บรรยากาศทำให้โลกร้อน

supply และ demand ของโลก
แหล่งก๊าซ การสำรวจขุดเจาะ และปริมาณสำรอง

คาดว่าทั่วโลกมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติอยู่มากพอควร พบได้ทั้งบนบกและในทะเล ที่สำรวจได้ในปัจจุบันสามารถใช้ได้อีก 70 ปี แต่ข้อมูลที่ไม่เผยแพร่นักระบุว่า ยังมีก๊าซธรรมชาติซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ อีกมากทีเดียว ประมาณว่าจะมีพอให้ใช้ไปอีกถึง 120 ปี ในอัตราที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จึงสนองความต้องการของมนุษย์ได้อีก 2-3 ชั่วคน แต่เนื่องจากก๊าซธรรมชาติ เป็น non-renewable คือหมุนเวียนคืนรูปไม่ได้เช่นเดียวกับน้ำ ลม แสงอาทิตย์ สักวันหนึ่งก็จะต้องเหือดหายไปเช่นเดียวกับน้ำมัน ซึ่งเราผู้ใช้น้ำมันส่วนใหญ่ก็ยังหวังว่าคงจะมีอะไรเข้ามาทดแทน ให้เรามีความสุขต่อไปได้อีกชั่วกัลปาวสาน

แหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดหนีไม่พ้น พื้นที่แถบตะวันออกกลาง แต่ก็ยังมีกระจัดกระจายอยู่อีกหลายแห่งทั่วโลก แหล่งที่นับว่าใหญ่ได้แก่ ในทะเลเหนือของเกาะอังกฤษ

ในประเทศที่ชื่อเรียกยากๆ อย่าง Kazakhstan, Turkmenistan ในทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอลในเขตพม่า และแม้แต่ในทะเลอ่าวไทยของเราถ้าสำรวจดีๆ ก็อาจจะมีอยู่มิใช่น้อย ที่น่าสนใจคือ ในปัจจุบันที่เกิดน้ำแข็งละลายที่ขั้วโลกจากภาวะโลกร้อน กำลังจะเผยให้เห็นแผ่นดินที่ซ่อนขุมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไว้อย่างมหาศาล ประเทศที่มีอาณาบริเวณอยู่รอบๆ ทะเล Arctic กำลังพยายามอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนกันเป็นการใหญ่ หวังที่จะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส (ของตนเอง) อีกไม่นานเราคงจะได้ยินข่าวการแย่งชิงพื้นที่ในเรื่องนี้กันบ้าง

หันกลับมาพูดถึงเรื่องใกล้ตัว ไม่ใกล้ไม่ไกลประเทศไทยเรานี้เอง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พม่ากลายเป็นสาวเนื้อหอมที่มีหลายประเทศมากลุ้มรุมเอาใจ ทั้งๆ ที่มีกลิ่นฉาวโฉ่ในเรื่องเผด็จการและคอร์รัปชั่น และยังล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ก็ยังผงาดอยู่ได้เพราะมีแหล่งก๊าซ ธรรมชาติขุมใหญ่ ประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ คือ ไทย จีน อินเดีย บังกลาเทศ กำลังแย่งกันเอาใจขอซื้อก๊าซจากพม่ากันขวักไขว่ พม่าได้ปฏิเสธบังกลาเทศไปแล้วอย่างไม่ไยดี และได้ตกลงร่วมทุนกันอินเดียในการขุดเจาะแหล่งก๊าซหลุมใหม่ในอ่าวเบงกอล ในขณะเดียวกันพม่าก็กำลังจะขายก๊าซให้กับจีน มีการสร้างท่อส่งก๊าซแยกเป็น 2 แนวไปให้ทั้งจีนและอินเดีย ส่วนไทยก็ไม่น้อยหน้า ได้สัญญาซื้อก๊าซกับพม่าเพิ่มขึ้นและกำลังขยายท่อส่งก๊าซออกไปจากแนวเดิม ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่หนุนหลังพม่าให้ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แม้แต่ UN และไม่ตั้งใจที่จะหยิบยื่นประชาธิปไตยให้กับประชาชน และยังกลั่นแกล้งชนกลุ่มน้อยอยู่เป็นว่าเล่น โดยที่คนในรัฐบาลทหารซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการขาย ก๊าซธรรมชาติและกำลังกอบโกยกันอย่างสนุกสนาน

ปริมาณความต้องการ

ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ความต้องการก๊าซธรรมชาติได้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวตามอัตราที่น้ำมันแพงขึ้น เพราะก๊าซธรรมชาติมีราคาถูกกว่าน้ำมันมาก นอกจากนั้นยังสะอาดกว่าและมีปริมาณสำรองมากกว่า จีนและอินเดียซึ่งเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ที่กำลังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่าง ก้าวกระโดด ต้องการพลังงานมหาศาล ย่อมจะดูดก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ในโลกไปใช้เป็นจำนวนมาก ยังผลให้ปริมาณสำรองที่มีอยู่หดหายไปได้รวดเร็วกว่าที่คาดไว้ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อถึงเวลานั้น

สถานการณ์ก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย

ไทยเราก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติกับเขาเหมือนกัน ปัจจุบันเรามีแหล่งก๊าซอยู่ 3 หลุมในทะเลอ่าวไทย มีบริษัท Unocal เป็นผู้ได้รับสัมปทานจากหลุมขุดเจาะ ในเขตอำเภอขนอม นครศรีธรรมราช มีการนำก๊าซส่งผ่านท่อในทะเลไปยังโรงไฟฟ้าระยอง และโรงไฟฟ้าบางปะกงของ กฟผ. ช่วยทำให้ค่าต้นทุนผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าน้ำมัน และลดปัญหามลพิษไปได้ระดับหนึ่ง ที่เหลือส่งต่อไปยังโรงปูนที่แก่งคอย และท่าหลวง จังหวัดสระบุรี และเรายังต้องการใช้ก๊าซกับยานยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก แต่! ปริมาณที่เรามีอยู่ในอ่าวไทยเวลานี้มีอยู่เพียงครึ่งหนึ่งของพลังงานที่เรา ต้องการสำหรับผลิตไฟฟ้าเท่านั้น ทางออกของเราในเวลานี้คือ การนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นๆ เข้ามาอีก

ปัจจุบันเรามีสัญญานำเข้าก๊าซธรรมชาติมาจากประเทศพม่า มาเลเซีย และกาตาร์ เรามีระบบท่อส่งก๊าซส่วนหนึ่งมาจากพม่า (จากหลุมยาดานาและเยตากุนในทะเลอันดามัน) ข้ามชายแดนที่จังหวัดกาญจนบุรีเข้ามายังราชบุรีส่งให้กับโรงไฟฟ้าราชบุรี และยังมีแนวท่ออีกสายหนึ่งที่กะว่าจะนำก๊าซมาจากแหล่งในมาเลเซีย ซึ่งค้างคาอยู่จากการประท้วง แนวท่อส่วนนี้นับวันก็ยิ่งมีอุปสรรคในการก่อสร้างและเสี่ยงต่อการก่อการร้าย มากขึ้น

ปตท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดหาและจำหน่ายก๊าซและน้ำมันได้วาง แผนไว้อย่างรอบคอบพอควร โดยวางแนวทางไว้แล้ว 2-3 แนวทาง ทางหนึ่งคือการนำเข้าก๊าซจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากพม่า ปตท.ได้หันไปหาประเทศในตะวันออกกลาง ได้ทำสัญญาซื้อขายไว้แล้วกับประเทศกาตาร์เป็นเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2011 ในรูปของ LNG ซึ่งจะต้องขนส่งมาทางเรือ ทางออกอีกทางหนึ่งคือเร่งรัดให้มีการสำรวจแหล่งก๊าซในประเทศเพิ่มเติมทั้งบน บกและในทะเล ซึ่งประเทศเราก็มีศักยภาพอยู่พอควร ข่าวในอินเทอร์เน็ตเผยออกมาว่า ปตท.กำลังจะเปิดประมูลเชิญชวนให้มีการสำรวจขุดเจาะในทะเลอันดามัน ในพื้นที่ภาคอีสาน และเพิ่มเติมในอ่าวไทย ด้วยหวังว่าเราจะมีแหล่งก๊าซใช้เป็นของตัวเองมากขึ้น ราคาถูกกว่าการขนส่งมาทางเรือจากตะวันออกกลาง และการพึ่งพาประเทศอื่นๆ นั้นก็ไม่สามารถวางใจได้มากนัก โดยเฉพาะพม่าที่มีการปกครองประเทศตามอำเภอใจ อาจกลับไปกลับมาได้ทุกเมื่อ แล้วแต่ใครจะให้ผลประโยชน์มากกว่ากัน

นอกจากจะมีหน้าที่จัดหาก๊าซแล้ว ปตท.ยังมีภาระหนักหน่วงที่จะต้องคอยดูแลและตรวจสอบแนวท่อให้อยู่ในสภาพดี ประสานกับทั้งในพม่าและในประเทศ มิให้เกิดการรั่วไหล การระเบิด หรือการก่อการร้าย ที่ยกเอาประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะเมื่อเร็วๆ นี้มีอุบัติเหตุเกิดการรั่วไหลของก๊าซในแนวท่อที่ส่งมาจากพม่าไปยังโรงไฟฟ้า ราชบุรี ทำให้การผลิตไฟฟ้าต้องหันไปใช้น้ำมันเตาและดีเซลแทน กฟผ.ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น และไม่มีสิทธิ์ที่จะโยนภาระนี้ไปให้กับผู้ใช้ไฟ ปตท.ก็ต้องเร่งหาแหล่งก๊าซมาชดเชย ซึ่งก็ต้องกระทบต่อผู้ใช้ก๊าซในภาคอื่นๆ ด้วย ช่วงนี้ผู้ใช้ CNG กับรถยนต์ก็ต้องทำใจ หากไปเติมก๊าซที่สถานีแล้วก๊าซหมดไม่มีให้เติมเอาดื้อๆ เพราะก๊าซอาจถูกผันไปใช้กับโรงไฟฟ้าเพื่อคนส่วนใหญ่ก่อน เรื่องนี้! ก็ต้องจับตามองว่า รัฐจะแก้ปัญหาอย่างไรที่ให้ข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าจะใช้พลังน้ำมาแทนก็เป็น การพูดอย่างตื้นๆ ตอนนี้แม้แต่น้ำจะใช้ปลูกข้าวยังไม่มีเลย

ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ความจริงที่ไม่ค่อยได้เปิดเผยอย่างหนึ่งของการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ ธรรมชาติ คือการไปกระตุ้นให้เกิดการขยับตัวของรอยเลื่อนของเปลือกโลก (fault) ซึ่งนำไปสู่การเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิ เนื่องจากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมักจะปรากฏอยู่ตามรอยเลื่อนเหล่านี้ การขุดเจาะจึงไปกระทบกระเทือนรอยเลื่อนหรือทำให้ธรณีพิโรธเกิดการขยับตัวไหว ตัวได้ง่ายขึ้น รุนแรงขึ้น นอกจากนั้นการขุดเจาะก็ยังก่อให้เกิดแผ่นดินทรุดขึ้นในบริเวณโดยรอบถ้าหลุม ขุดเจาะอยู่บนแผ่นดิน หรือถ้าหลุมขุดเจาะอยู่ในทะเล ก็ทำให้เกิดของเสียขึ้นในน้ำทะเลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำ ยิ่งมีการสำรวจขุดเจาะกันอย่างพลิกแผ่นดินเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ยิ่งทำ ให้สภาพธรณีวิทยาตามธรรมชาติถูกรบกวนมากขึ้นด้วย จนอาจเกิดภัยพิบัติในรูปแปลกๆ ที่คาดไม่ถึงขึ้นได้

ภาพรวมในอนาคต

สรุปโดยภาพรวม ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่หาได้ หรือ supply เทียบกับปริมาณที่ต้องการ หรือ demand ทั้งของโลกและในส่วนของประเทศไทย ดูไม่สมดุลกันเลย ในขณะที่ความพยายามของสังคมโลกหรือ UN ในการฟื้นฟูประชาธิปไตยและให้สิทธิมนุษยชนในพม่า ก็อ่อนเสียงลงๆ เพราะขาดความร่วมมือจากประเทศยักษ์ใหญ่ เช่น จีน และอินเดีย จีนและอินเดียกลับหันไปเอาใจพม่าเพื่อจุดประสงค์ที่จะให้ได้ก๊าซธรรมชาติมา ใช้สนองการพัฒนาเศรษฐกิจของตน

อนาคตอันใกล้จะออกมาในรูปแบบใด พวกเราตาดำๆ ที่ใช้พลังงานก็ต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างไม่กะพริบ มีปัจจัยที่แปรไปได้อยู่หลายอย่าง ทั้งในด้านการเมืองการปกครอง ภัยธรรมชาติและอุบัติภัย สงครามแย่งชิงแหล่งพลังงาน ภาวะโลกร้อน ภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนภัยก่อการร้ายที่จะเป็นตัวชี้นำอนาคต

Read More......

Monday, October 29, 2007

Rising Oil High Price partly due to Hedge Funds!

At the moment, boiling rising prices of crude oil in world market, and consequently to Thais Stock Exchange Market Index, is not only because fundamental demand-supply, but is partly due to Hedge Funds, Non-Energy related Financial Institutions' gaming playing, an oil specialist, an ex-official of BangChak Petroleum, commended.

ผู้ค้าน้ำมันแฉ! เฮดจ์ฟันด์-ธนาคาร แห่เข้าเก็งกำไรตลาดน้ำมันโลก เผยยอดกักตุนพุ่งสูงถึง 88 ล้านบาเรล ระบุ หากมีการเทขายพร้อมกัน อาจทำให้ตลาดน้ำมันโลกผันผวนอีกครั้ง ส่งผลกระทบต่อเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ แนวโน้มยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง
Ref : Manager Online

นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน อดีตผู้บริหาร บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงภาวะราคาน้ำมันที่ปรับสูงจนทำให้น้ำมันดิบทะลุ 92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดีเซลในตลาดสิงคโปร์ทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น นอกจากการปรับขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันแล้ว ขณะนี้ ยังพบว่ากองทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน(นอนคอมเมอร์ เชียลฟันด์) อาทิ กองทุนธนาคาร กองทุนเก็งกำไร(เฮดจ์ฟันด์) เข้ามากว้านซื้อน้ำมันเพื่อเก็งกำไรไว้รวมกันถึง 88 ล้านบาร์เรล

นายมนูญ กล่าวอีกว่า หากกลุ่มนอนคอมเมอร์เชียลฟันด์ เทขายน้ำมันในถือครองไว้ออกมาพร้อมกัน จะทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงจากระดับปัจจุบัน 5-10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทันที

ดังนั้น ตลาดจึงคาดการณ์ว่า หากไม่เกิดภาวะสงครามขึ้น หรือเกิดอุบัติเหตุในแหล่งขุดน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบคงไม่พุ่งขึ้นไปสูงถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอย่าที่กลัวกัน

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ปริมาณสำรองน้ำมันในสหรัฐลดลงจากที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ประกอบกับกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก(โอเปก) ประกาศที่จะไม่เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันที่ขณะนี้ผลิต 26.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงกรณี ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และจากที่ตลาดการเงินคาดการณ์ว่าธนาคารกลางของสหรัฐ(เฟด) จะลดดอกเบี้ยลงในวันที่ 31 ต.ค.นี้ จะมีผลให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนตัวลง

"กลุ่มประเทศผู้ขายน้ำมันพยายามดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นเพื่อชดเชยค่าเงินที่อ่อนลง ล้วนเป็นปัจจัยลบที่กระทบต่อตลาดน้ำมัน คาดว่าในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ในอีก 2-3 เดือนราคาน้ำมันดิบจะยังสูงกว่าระดับ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล"

ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดิบสูงขนาดนั้นคงจะส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไทยเบนซินยืนอยู่ที่ 30-31 บาทต่อลิตร และดีเซล 28 บาทต่อลิตร แต่คงต้องติดตามว่ากลุ่มโอเปกจะทนแรงกดดันของนานาประเทศที่พยายามกดดันให้เพิ่มกำลังการผลิตอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือไม่ ซึ่งประเมินว่าหากเพิ่มกำลังการผลิตมากสุดน่าจะแค่ 5 แสนบาร์เรลต่อวัน คงไม่ช่วยทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลงมากนัก

นายมนูญ ชี้ว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้น้ำมันของโลกเพิ่มในระดับ 3-4% ทุกปี แต่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันไม่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทันกับความต้องการใช้ ขณะนี้ผู้ผลิตน้ำมันมีปริมาณสำรองเหลือยู่อีก 2-3 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นของกลุ่มโอเปก ส่วนกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปกผลิตเต็มที่แล้ว รวมแล้วการผลิตน้ำมันของโลกขณะนี้อยู่ที่ 86 ล้านบาร์เรลต่อวัน

Read More......
Template by : kendhin x-template.blogspot.com