Monday, February 25, 2008

ရခိုင္ပင္လယ္ျပင္တြင္ ေရာင္းတန္း၀င္ ငါးမ်ားႏွင့္ ေရငန္ပုစြန္ ဖမ္းယူရရွိမႈ ေလ်ာ့က်လာ

Ref: ေမာင္ရမၼာ(နိရဥၥရာ) 2/25/2008
ျမန္မာႏိုင္ငံ ရခိုင္ကမ္းလြန္ပင္လယ္ျပင္တြင္ ေရာင္းတန္း၀င္ အရြယ္အစား ငါးမ်ား ဖမ္းဆီးရမွဳမွာ အလြန္ေလ်ာ့က်လွ်က္ရွိေၾကာင္းႏွင့္ တန္းမ၀င္ငါးမ်ားႏွင့္ အဆင္မမွီ ငါးမ်ားကိုသာ ဖမ္းဆီးရရွိေနသျဖင့္ ရခိုင္ကမ္းရိုးတန္းတြင္ က်က္စားေနၾကေသာ တန္ဖိုးရွိ တန္း၀င္ငါးမ်ား၏ အနာဂတ္ စိုးရိမ္ဖြယ္ရာ အေျခအေနသို႕ ေရာက္ရွိ္ေနၾကာင္း သတင္းရရွိသည္။

ငါးသေလာက္မ်ားႏွင့္ ငါးမုတ္အပါအ၀င္ အရြယ္အစားေသးငယ္ေသာ ငါးမ်ိဳးစံု ငါးမ်ားကိုသာ ဖမ္းဆီးရမိေနျပီး တန္း၀င္ အမ်ိဳးအစားေကာင္း ငါးမ်ားမွာ မရွိသေလာက္ ရွားပါးလာေနေၾကာင္း ျမန္မာႏိုင္ငံ ငါးလုပ္ငန္းအဖြဲ႕ခ်ဳပ္ သားငါးက႑ဆိုင္ရာဌာနမွ ထုတ္ျပန္ေသာ သတင္း တပုဒ္အရ သိရွိရသည္။

အလားတူ ရခိုင္ျပည္နယ္တြင္ ေရငန္ပုစြန္ဖမ္းဆီးရရွိမႈမွာလည္း တႏွစ္ထက္တႏွစ္ မ်ားစြာေလ်ာ့က်လွ်က္ရွိ ေၾကာင္း ငါးဖမ္းလုပ္ငန္းက႑ဆိုင္ရာ အမည္မေဖၚလိုသူ လုပ္ငန္းရွင္တဦးက ေျပာသည္။

သူက “အဲဒီလို ေရာင္းတန္းမ၀င္တဲ့ ငါးေတြမ်ားလာတာ၊ ဖမ္းဆီးရရွိမႈ နည္းပါးလာတာေတြဟာ တျခားႏိုင္ငံ ေတြလို ငါးမဖမ္းရတဲ့ အခ်ိန္ကိုသတ္မွတ္ပီး ၾကိဳတင္ကာကြယ္မႈေတြမရွိလို႕ ဒီလိုျပဳန္းတီးလာရ တာျဖစ္တယ္။ ခုဆိုရင္ ရခိုင္ေရငန္ပုစြန္ ဖမ္းဆီးရရွိမႈဟာလည္း အ့ံမခန္းေလာက္ေအာင္ က်ဆင္းေနတာ ေတြ႕ေနရပါတယ္”ဟု ေျပာသည္။

ျမန္မာႏိုင္ငံတြင္ အက္ဒမန္ပင္လယ္ျပင္၌ က်က္စားသည့္ ငါးသေလာက္အမ်ိဳးအစားႏွင့္ ရခိုင္ကမ္းရိုးတန္းတြင္ က်က္စားသည့္ ငါးသေလာက္ဟူ၍ ႏွစ္မ်ိဳးႏွစ္စားရွိရာ ယခုအခါ ရခိုင္ကမ္းရိုးတန္းတြင္ ငါးသေလာက္ အၾကီးစားမ်ား ရွာေဖြ မရရွိဘဲ ေရာင္းတန္းမ၀င္သည့္ အေသးစား ငါးသေလာက္မ်ားကိုသာ ဖမ္းဆီးရမိေၾကာင္း ငါးလုပ္ငန္း ဂိုေဒါင္ပိုင္ရွင္ တဦးက ေျပာသည္။

အဆိုပါ ငါးဖမ္းယူရရွိမႈ ေလ်ာ့က်ျခင္းႏွင့္ပတ္သက္၍ ငါးကုန္သည္တဦးက “ ျမန္မာႏိုင္ငံမွာ ေရေပၚငါးေတြကိုသာ ဖမ္းခြင့္ျပဳထားေပမယ့္ တံငါသည္ေတြ၊ ဖက္စပ္လုပ္ကုိင္ေနတဲ့ ႏိုင္ငံျခားငါးဖမ္းေလွေတြက ပိုက္စိပ္စိပ္ေတြနဲ႕ ေရေအာက္မွာရွိတဲ့ငါးေတြကိုပါ ဖမ္းေနၾကတယ္။ ေနာက္ပီး ငါးျမစ္ေတြ ၾကီးျပင္းတဲ့ ေရစီးေၾကာင္းေတြမွာ ဘံုေက်ာင္းလို႕ေခၚတဲ့ ပိုက္ေတြနဲ႕ ဖမ္းေနတာေၾကာင့္ ဒီလို ငါးေတြျပဳန္းတီးရတာပါ။” ဟု ေျပာသည္။

ျမန္မာႏိုင္ငံတြင္ ရခိုင္ကမ္းေျမာင္ေဒသႏွင့္ တနသၤာရီ ကမ္းရိုးတန္းေဒသမ်ားသည္ ငါး ပုစြန္ အထြက္ဆံုးေဒသမ်ားျဖစ္ေသာ္လည္း ယခုအခါ ငါး ပုစြန္ထြက္ႏႈန္းမွာ တျဖည္းျဖည္း ေလ်ာ့က် လွ်က္ရွိေၾကာင္း စံုစမ္းသိရွိရသည္။

ယခုကဲ့သို႕ ရခိုင္ပင္လယ္ျပင္တြင္ သားငါးပုဇြန္မ်ား အထြက္နဳန္းေလ်ာ့က်သြားျခင္းမွာ ေခတ္မွီ စက္ကရိယာမ်ားကို အသံုးျပဳျပီး ဂတ္(စ္)ရွာေဖြ တူးေဖၚေနမွဳမ်ားႏွင့္လည္းသက္ဆိုင္မွဳ ရွိနိုင္ေၾကာင္း သို႕ေသာ္လည္း သက္ဆိုင္ရာ ငါးလုပ္ငန္း အဖြဲ႕ခ်ဳပ္မွ အေရးယူခံရမည္ကို စုိးရိမ္၍ အဆိုပါ အခ်က္အလက္ကိုမူ သတင္းထုတ္ျပန္ခ်က္တြင္ ထည့္သြင္း ေဖၚျပျခင္း မရွိေၾကာင္း ေလ့လာသူ တဦးက ေျပာသည္။

Read More......

Wednesday, February 20, 2008

Right Brain v Left Brain သင္ဟာ ဘယ္လုိ လူမ်ိဳးလဲ ?

ပုံထဲက ကေခ်သည္ မိန္းကေလးကုိ ၾကည့္ၾကည့္ ပါ။ ဘယ္ဘက္ကုိ လွည့္ေနတာျမင္ရသလဲ။ ဒီမိန္းကေလး လည္ေနတာကုိ ျမင္ရတဲ့ လားရာကုိ လုိက္ျပီး သင္ဟာ ဦးေႏွာက္ ရဲ႔ မည္သည့္ အျခမ္းကုိ ပုိအသုံးျပဳသလဲ ဆိုတာ ေျပာႏုိင္ ပါတယ္တဲ့။
အကယ္၍ သင္ဟာ မိန္းကေလးကုိ နာရီလက္တံ လည္ေနတဲ့ အတုိင္း ျမင္ရရင္ သင္ဟာ ဦးေႏွာက္ ညာသန္သမား ျဖစ္ျပီး၊ နာရီလက္တံလည္တဲ့ ဆန္႔က်င္ဘက္ ဆုိရင္ေတာ့ ဘယ္သန္သမားေပါ့။ ( ဒီေနရာမွာ လက္ေျခ ဘယ္သန္၊ ညာသန္ သမား ကုိ မဆုိလုိဘူးဆုိတာ သတိျပဳပါ။ )

ေယဘူယ် အားျဖင့္ ျခံဳေျပာရရင္ေတာ့ ဦးေႏွာက္ ဘယ္သန္သမား ဟာ ယုတၲိေဗဒ က်က်ေတြးေခၚၾကတဲ့ လူေတြ ( စာရင္းကုိင္၊ အင္ဂ်င္နီယာ၊ စသည္ .... ) ျဖစ္ၾက ျပီး။ ညာသန္သမားေတြ ကေတာ့ စဥ္းစားဥာဏ္ကြန္႔ျမဴးတဲ့ ဘက္ကုိ ပုိႏွစ္သက္ၾကပါတယ္။ ႏုိင္ငံေရးသမား၊ ဂီတပညာ႐ွင္၊ စသည္ ...၊ (ဒီစဥ္းစားေတြးေခၚျခင္းနဲ႔ ပတ္သက္တဲ့ အေၾကာင္းကုိ ျမန္မာလုိနဲ႔ ကုိတာ က စာအုပ္ေတာ္ေတာ္မ်ားမ်ား ထုတ္ထားပါတယ္။ စကားခ်ပ္)

ေဆာင္းပါး႐ွင္ အဆုိအရ ကြ်န္ေတာ္တို႔ အမ်ားစုဟာ မိန္းကေလးကုိ နာရီလက္တံ ေျပာင္းျပန္လည္ေနတဲ့ အေနနဲ႔ ျမင္ရပါတယ္တဲ့။ (တစ္ခါတစ္ေလ မွာကုိယ္ျမင္ရတာနဲ႔ ဆန္႔က်င္ဘက္ ေျပာင္းျပန္ ျမင္ရေပမယ္႔ လူတစ္ဦးခ်င္းအလုိက္ အျမင္မ်ားတဲ့၊ ဦးဆုံးျမင္ရတဲ့ လားရာကုိ ဆုိလုိတယ္လုိ႔ နားလည္ပါတယ္။) ဒီေလာကၾကီး မွာ ယုတၲိေဗဒ ဘယ္သန္သမား ေတြ ပုိမ်ားသေပါ႔ေနာ္။ အကယ္၍သာ ညာသန္သမားေတြ ပုိမ်ားခဲ့ရင္ ကြ်န္ေတာ္တုိ႔ ေလာကၾကီး ဘယ္လုိမ်ားေနမလဲ လုိ႔ ကြ်န္ေတာ္အေတြး ပုိမိပါတယ္။ အခုေတာ့ ဘုရားသခင္ အလုိေတာ္ အတုိင္းေပါ႔ေနာ။

ေနာက္ဆုံး အေနနဲ႔ ကြ်န္ေတာ့္စမ္းသက္ခ်က္ ေလးကုိ ေဝမွ် ခ်င္ပါတယ္။ ျမင္ရတဲ့ လားရာကုိေျပာင္းဖုိ႔ လြယ္တဲ့နည္းကေတာ့ ။ ပုံကုိ လည္တာ ရပ္သြားေအာင္ ေမာက္စ္ကုိ ပုံေပၚမွာ Left, Right Drag လုပ္ျပီး လြတ္ၾကည္႔ပါ။ ေနာက္တစ္နည္းကေတာ့ ပုံကုိတဝက္တပ်က္ ပိတ္ျပီး (အေပၚပုိင္း) ျပန္ဖြင့္ၾကည့္ပါ။ လားရာတစ္ၾကိမ္ မဟုတ္ တစ္ၾကိမ္ ေျပာင္းသြားပါလိမ့္မယ္။

ျပီးေတာ့ ကြ်န္ေတာ့္အတြက္က ပုံတစ္လုံးၾကည့္ရင္ေတာ့ ျမင္ရတဲ့ လားရာ တစ္ဖက္႐ွိတာေပါ့ဗ်ာ။ ဒါေပမယ့္ ပုံအေပၚပုိင္းကုိပိတ္ျပီး ၾကည့္ရင္ေတာ့၊ ပုံေအာက္ပုိင္း က နာရီလက္တံအတုိင္း လည္ေနတာ ကုိ ျမင္ရျပီး။ ေအာက္ပုိင္းပိတ္ျပီး ၾကည္႔ရင္ေတာ့ အေပၚပိုင္း က ညာရီလက္တံေျပာင္းျပန္ (အမ်ားစု) လည္ေနတာ ကုိ ျမင္ရပါတယ္။ ဒီေတာ့ ကြ်န္ေတာ့္ဗား႐ွင္း သီအုိရီ တစ္ခု ထုတ္လုိက္ပါတယ္။ အေပၚပုိင္း၊ေအာက္ပုိင္းသန္ သီအုိရီ ေပါ့ဗ်ာ (အဟမ္း၊ ပုံကလဲ မိန္းကေလးပုံ ဆုိေတာ့)။ စာဖတ္သူေရာ အေပၚပုိင္းသန္လား၊ ေအာက္ပုိင္းသန္လား။)

ေပ်ာ္ၾကပါေစ။


THE Right Brain vs Left Brain test ... do you see the dancer turning clockwise or anti-clockwise?

If clockwise, then you use more of the right side of the brain and vice versa.

Most of us would see the dancer turning anti-clockwise though you can try to focus and change the direction; see if you can do it.

LEFT BRAIN FUNCTIONS
uses logic

facts rule
words and language
present and past
math and science
can comprehend
knowing
acknowledges
order/pattern perception
knows object name
reality based
forms strategies
practical
safe

RIGHT BRAIN FUNCTIONS
uses feeling
"big picture" oriented
imagination rules
symbols and images
present and future
philosophy & religion
can "get it" (i.e. meaning)
believes
appreciates
spatial perception
knows object function
fantasy based
presents possibilities
impetuous
risk taking
REF: HERALDSUN

Read More......

ไม้ขีดไฟในพายุ ความหวังเล็กๆ ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ชาวพม่า


มะขิ่น (นามสมมติ) หญิงชาวพม่าวัย 30 ปี กำลังเหม่อมองออกไปเบื้องหน้า น้ำตาไหลพรากอย่างสิ้นหวังหลังจากรับรู้ข่าวร้าย
"คุณติดเชื้อเอชไอวี" แพทย์ที่ตรวจครรภ์บอกผลการตรวจเลือดหลังฝากครรภ์ลูกคนที่สองที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งบนชายแดนไทย-พม่า แพทย์ได้ขอให้สามีและลูกสาวคนโตมาตรวจเลือดเช่นกัน ทว่า ผลที่ออกมาสร้างความแปลกใจให้กับทุกคน เนื่องจากสามีไม่พบเชื้อโรคร้าย แต่พบในเลือดของลูกสาววัย 6 ขวบแทน

มะขิ่นไม่เข้าใจว่าเธอได้รับเชื้อโรคร้ายมาได้อย่างไรทั้งๆ ที่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับชายอื่น เธอจึงค่อยๆ ทบทวนความทรงจำในช่วงตั้งท้องลูกคนแรก และพบคำตอบที่น่าตกใจว่า เธอเคยได้รับการถ่ายเลือดจากโรงพยาบาลในพม่าขณะตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน ตอนนั้นสุขภาพของเธออ่อนแอมาก มีอาการเป็นลมบ่อยๆ เนื่องจากเลือดไม่พอ ทางโรงพยาบาลจึงถ่ายเลือดให้โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าเลือดที่ได้รับมีเชื้อเอชไอวีติดมาด้วย และเชื้อเหล่านี้ได้ส่งผ่านจากเลือดของเธอไปยังลูกน้อยในครรภ์

อ่านต่อ จากสาละวิน

Read More......

Monday, February 18, 2008

คนรวย VS คนชั้นกลาง

ผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งเขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่ เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราอยู่ในด้านไหนของสังคม และจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจาก การมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลาง สู่การเป็นคนรวย

ความแตกต่างข้อแรกก็คือ เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ หรือเป็นสิบ ๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลาง คิดถึงเรื่องความสุขสบาย จากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้ เขาอดออมและ ลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง

ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึงว่า คนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวย จะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจน และมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดี ๆ หรือมีมุมมองต่าง ๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น

ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลาง รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลง จะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้ อาจจะมาจากการที่ คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่า คนชั้นกลางที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ได้

ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้น จะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยง อย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดี จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้น มักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคา โดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริง ๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียน เป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไป เพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงิน ที่คนรวยมักจะศึกษาต่อ เพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้

ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่า นี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น มักจะไม่กล้าเสี่ยงและอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้

ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคน ที่ไม่ค่อยบอกหรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต

ข้อแปด คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่า คนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลาย ๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง ทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก

ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้น อยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน โดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่คนชั้นกลาง พยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้น แต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง

สุดท้าย ข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจเช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?

และนั่นก็คือความแตกต่าง 10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง แน่นอน คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าเราอยากรวย ผมคิดว่า การยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่า

Read More......

Sunday, February 17, 2008

Artificial Energy Islands Could Power The World

Artificial Energy Islands Could Power The World

by Mahesh Basantani from http://www.inhabitat.com

Artificial Energy Islands to Produce Energy & Water, Energy Islands, Energy-generating islands, Ocean Thermal Energy Conversion, OTEC, George Claude, Alex Michaelis, Dominic Michaelis, Trevor Cooper-Chadwick

Ocean waves are already being used as a source of renewable energy, but could differences in water temperatures in the sea be our next source of green power? A decade old idea to generate renewable electricity for the globe with offshore, floating ‘Energy Islands’ could soon become a reality. The concept - creating artificial islands to collect wind, wave and solar power in the tropics - is based on the work of Jacques-Arsène d’Arsonval, a 19th-century French physicist, who envisioned the idea of using the sea as a giant solar-energy collector.

Inspired by Jacques-Arsène d’Arsonval, architect and engineer Dominic Michaelis, his son Alex Michaelin (also an architect), and Trevor Cooper-Chadwick are developing a new technique called Ocean Thermal Energy Conversion (OTEC) that takes advantage of differences in temperature between the ocean surface sea (up to 29°C in the tropics) and water a kilometer down (which is typically 5°C). Here’s how it works: warmer surface water is used to heat liquid ammonia, converting it into vapor, which expands to drive a turbine — which in turn produces electricity. The ammonia is then cooled using cold water from the ocean depths, returning it into a liquid state so the process can start all over again.

Their goal is to build a network of “energy islands”: floating hexagonal-shaped platforms of reinforced concrete and corrosion-resistant metals that would generate electritict via wind, wave, and solar in addition to having an OTEC plant. It’s estimated that each island complex could produce about 250MW, and that 50,000 “energy islands” could meet the world’s energy requirements (as well as provide two tons of fresh water per person per day for the entire world population — desalinated water is one byproduct of the OTEC process). OTEC plants work best when there’s a temperature difference of 20°C between water at the surface and the water below, making tropical and sub-tropical seas the best candidates for energy islands.

The concept will be launched later this year at Sir Richard Branson’s Virgin Earth Challenge, which offers $25 million in prizes for innovative solutions for combating global warming.

+ Ocean Thermal Energy Conversion

Via the Guardian & the Telegraph

Artificial Energy Islands to Produce Energy & Water, Energy Islands, Energy-generating islands, Ocean Thermal Energy Conversion, OTEC, George Claude, Alex Michaelis, Dominic Michaelis, Trevor Cooper-Chadwick

Related Posts

Read More......

Saturday, February 16, 2008

ค้าปลีกแย่งหมื่นล้าน ผุดสาขาตีกินพม่า-ระนอง

ค้าปลีกเมืองชายแดนด้านระนอง-เกาะสอง เดือด แม็คโคร-โลตัส-บิ๊กซี พาเหรดผุดสาขา
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ 11 กุมภาพันธ์ 2551

ยึดหัวหาด หวังเป็นทางผ่านมุ่งสู่พม่าชิงเค๊กหมื่นล้าน ประธานหอการค้าระนองให้สติพวกค้าชายแดนให้ปรับตัวหมดยุคการค้าแบบเดิมแล้ว

นางสุดาพร ยอดพินิจ ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า โฉมหน้าการค้าเมืองระนองกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ หลังกลุ่มทุนค้าปลีก ค้าส่งข้ามชาติ ทั้งเทสโก้โลตัส
และ แม็คโคร เตรียมที่จะขยายฐานธุรกิจ เข้ามาเปิดสาขาใหม่ที่ระนอง โดยล่าสุดในส่วนของเทสโก้โลตัส ที่ได้เข้ามาซื้อที่ดินจำนวน 39 ไร่ ในเขตพื้นที่บริเวณหมู่ที่ 1 ตำบลบางริ้น ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเขตเมืองประมาณ 1 กม.เศษพร้อมทั้งยื่นแบบแปลนอาคาร ขออนุญาตก่อสร้างในขนาด 400X400 ตรม.ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และได้รับอนุมัติจาก องค์การบริหารส่วนตำบลบางริ้นให้ดำเนินการก่อสร้าง ขณะนี้การก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 30% คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการ ได้ในช่วงกลางปี 2551 นี้

ส่วนอีกสองรายที่ กำลังดำเนินการที่จะขยายสาขา เข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดระนองคือ แม็คโคร กับบิ๊กซี โดยในส่วนของบิ๊กซี นั้นได้มีความพยายามมาหลายปีแล้ว แต่ติดขัดเรื่องที่ดินที่ยังไม่สามารถหาพื้นที่ที่เหมาะสมได้ จึงทำให้กลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นผู้บริหารบิ๊กซี ได้ตัดสินใจเปิดท็อปซูเปอร์มาร์เก็ตสาขาระนอง แทนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ทราบว่าขณะนี้ ในส่วนของแผนการเปิดสาขาบิ๊กซีสาขาระนอง ก็กำลังดำเนินการเช่นกัน

สำหรับ อีกรายที่น่าสนใจและมีความคืบหน้า และคาดว่าอาจจะเปิดให้บริการได้ ในช่วงต้นปี 2552 นั่นคือแม็คโคร ที่ทราบว่าขณะนี้ได้เข้าไปเจรจาซื้อที่ดินจำนวน 20 ไร่ บริเวณตำบลบางนอน อ.เมือง ห่างจากย่านใจกลางเมืองประมาณ 1.5 กม. เพื่อเปิดแม็คโครสาขาระนอง

นางสุดาพรกล่าวต่อว่า สาเหตุที่ยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติ ขยายสาขาเข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดระนองนั้น หลายคนอาจจะแปลกใจ เพราะระนองเป็นจังหวัดเล็ก มีประชากรเพียงแสนคนเศษ แต่หากดูตัวเลขการนำเข้าและส่งออก พบว่าในแต่ละปีการค้าชายแดน ด้านจังหวัดระนอง-เกาะสอง มียอดการส่งออกไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท นำเข้าประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ยักษ์ค้าปลีกทั้งหลายที่เข้ามา ไม่ได้หวังเฉพาะในระนอง แต่ยังคาดหวังที่จะขยายเข้าสู่ประเทศพม่า โดยใช้ระนองเป็นเมืองหน้าด่าน ซึ่งตนมองว่าตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไปการค้าในเขตพื้นที่ระนอง และชายแดนด้านจังหวัดระนอง-เกาะสองจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปโดยสิ้นเชิง กลุ่มพ่อค้าที่เคยผูกขาดการค้าชายแดน ก็จะมีคู่แข่งขันเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งจะทำให้เกิดการข้ามฟากเข้ามาของประชาชนชาวพม่า ซึ่งน่าจะส่งผลให้บรรยากาศการค้าขายคึกคักมากขึ้น

“แม้ว่าจะเกิดกระแสการต่อต้านจากผู้ประกอบการค้าปลีก ค้าส่งในพื้นที่ ที่หวั่นจะเกิดผลกระทบต่อธุรกิจของตนเอง แต่ก็ยังมีประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ที่สนับสนุนเพราะถือเป็นทางเลือกใหม่ในการซื้อสินค้า สำหรับตนซึ่งอยู่ตรงกลางแม้ว่าจะเห็นใจผู้ประกอบการ แต่ก็อยากจะเตือนสติว่าขณะนี้หมดยุคการค้าแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากการค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่ยุคการค้าเสรีในปัจจุบันนี้ ซึ่งผู้ประกอบการในแต่ละประเทศสามารถเข้าไปลงทุน หรือส่งสินค้าไปขายในอีกประเทศได้อย่างเสรี ดังนั้นคงจะไม่อาจปิดกั้นทุนจากต่างชาติได้อีกต่อไป สิ่งที่ผู้ประกอบการทำได้ในตอนนี้ก็คือ การปรับตัวเองให้เข้ากับยุคสมัย ปรับระบบการค้าขาย การบริการ” นางสุดาพร กล่าวปิดท้าย

Read More......

Saturday, February 9, 2008

ตร.-ทหารระนองสนธิกำลังจับโรฮิงญา

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 6 กุมภาพันธ์ 2551 18:27 น.
ระนอง - ตร.-ทหาร สนธิกำลังจับมุสลิมโรฮิงญาลอบเข้าเมืองจังหวัดระนองอีก 109 คน

วันนี้ (6 ก.พ.) พล.ต.ต.อภิรักษ์ หงษ์ทอง ผบก.ภ.จว.ระนอง ได้รับแจ้งจากชาวบ้านคลองของ หมู่ 6 ต.ราชกรูด อ.เมือง ว่า มีคนต่างด้าวเป็นชายล้วนเดินวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านจำนวนมาก จึงเดินมอบหมายให้ พ.ต.ท.เกรียงไกร ไกรแก้ว สารวัตร สภ.ราชกรูด

พร้อมทั้งประสาน พ.อ.สรรเสริญ คลายแก้ว รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจเสือดำ นำกำลังตำรวจ ทหารชุดเฉพาะกิจเสือดำ และชุดรักษาความสงบเรียบร้อยหมู่บ้านไปยังพื้นที่เกิดเหตุเมื่อไปถึงพบคนต่างด้าวเป็นชนกลุ่มน้อยมุสลิมโรฮิงญา ที่อพยพจากรัฐอาระกันประเทศพม่าเป็นชายล้วนอายุระหว่าง 12-60 ปี เดินกระจัดกระจายอยู่ในหมู่บ้าน 109 คน


จึงควบคุมตัวไปสอบสวน และทำทะเบียนประวัติที่ สภ.ราชกรูด อ.เมือง ระนอง พร้อมดำเนินคดีในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

สอบสวนทั้งหมดให้การรับสารภาพ ว่า พวกตนได้รวบรวมเงินแล้วซื้อเรือมา 1 ลำ พร้อมกับเสบียงและน้ำมัน แล้วออกเดินทางจาก จ.ชิดตุย รัฐอาระกัน ประเทศพม่าตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ลัดเลาะมาตามเกาะแก่งชายฝั่งทะเลอันดามันโดยมีเป้าหมายมาขึ้นฝั่งที่จังหวัดระนอง เพื่อมาหางานทำและอีกส่วนหนึ่งจะเดินทางแต่ไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีนายหน้าที่เป็นชาวโรฮิงญาที่อพยพมาอยู่ก่อนคอยประสานงานให้

Read More......
Template by : kendhin x-template.blogspot.com