Wednesday, October 10, 2007

จีน&อินเดีย The Power of the World

by สรวิศ อิ่มบำรุง Bangkok Business
ใครๆ ก็ไปเที่ยว "อินเดีย" กับ "จีน" ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียและจีนได้

ทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่ คนไทยจะลัดฟ้าไปลงทุนในจีนและอินเดีย เพราะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายแห่ง ขายกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนและอินเดีย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เกิดวิกฤติซับไพร์มขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ยิ่งทำให้เสน่ห์ของเอเชียโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ในฐานะที่เป็นภูมิภาคที่จะเป็นแหล่งรองรับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ที่จะไหลออกมาจากสหรัฐเข้ามาในภูมิภาคนี้

แล้วถ้าจะพูดถึงเอเชียในปัจจุบันคงต้องนึกถึง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ที่แม้ปัจจุบันจะเป็นเครื่องจักรที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอยู่ในตอนนี้ แต่ก็มีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2050 ทั้ง 2 ประเทศนี้จะก้าวขึ้นมาเป็น "Top 3" ทางเศรษฐกิจของโลก

อะไรคือ เสน่ห์และความน่าสนใจของจีนและอินเดีย Fundamentals สัปดาห์นี้มีเรื่องราวมานำเสนอ

ศักยภาพ และความเสี่ยงที่ต่างกันของจีน-อินเดีย

ด้วยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และอินเดียในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นของทั้ง 2 ประเทศปรับตัวขึ้นมาเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดติดอันดับโลกในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้มีหลาย บลจ.ออกกองทุนคุ้มครองเงินต้นโดยลิงค์ผลตอบแทนไปกับดัชนีตลาดหุ้นจีน เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีจากตลาดหุ้นจีนได้ หรือแม้แต่การออกกองทุน FIF ที่ลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเองก ็ช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีโอกาสได้รับประโยชน์ จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีนและอินเดียอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

ในช่วงหลังจึงได้มีบาง บลจ.ที่จัดตั้งกองทุน FIF เพื่อที่จะเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีน และอินเดียโดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่ "กองทุนเปิดแมนูไลฟ์ สเตรงท์ ไชน่า แวลู" ของบลจ.แมนูไลฟ์ ,"กองทุนเปิดทหารไทย ไชน่า อิควิตี้ อินเด็กซ์" ของบลจ.ทหารไทย และล่าสุดกับ "กองทุนเปิดทิสโก้ ไชน่า อินเดีย ดิวิเดนด์ ฟันด์" ของบลจ.ทิสโก้ ซึ่งถือเป็น บลจ.แรกที่เข้าไปลงทุนในอินเดีย ซึ่งกำลังเสนอขายหน่วยลงทุนอยู่ระหว่างวันที่ 1-12 ต.ค.50 นี้ จึงถือว่าเป็นเพียง 3 กองทุนที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนหรืออินเดียโดยตรงในปัจจุบัน

@จีน-อินเดียมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในปี 2050 เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ" กรรมการผู้จัดการ กลุ่มวิจัยเศรษฐกิจ บล.ไทยพาณิชย์ บอกว่า ถ้าพูดถึงศักยภาพของ 2 ประเทศ จีน มีพลเมืองประมาณ 1,300 ล้านคน ขนาดเศรษฐกิจประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจประเทศเติบโตเฉลี่ย 10-11% ต่อปี ในขณะที่อินเดียประชากรประมาณ 1,100 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเศรษฐกิจของประเทศเติบโตเฉลี่ย 8-9% ต่อปี ภาพศักยภาพของจีน และอินเดียค่อนข้างชัดเจนในเชิงโครงสร้างที่จะสามารถเติบโตต่อไป ได้ในระยะยาวอย่างต่อเนื่องแม้จะมีความเสี่ยงในระยะสั้นเกิดขึ้นบ้างก็ตาม

แต่เรื่องที่ทำให้คนตื่นเต้นเกี่ยวกับจีนและอินเดีย เพราะมีการคาดการณ์โดยโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งได้รับความสนใจพอสมควรโดยเขาพยายามมองว่าโลกของปี 2050 หน้าตาจะเป็นยังไง ขนาดเศรษฐกิจโลกในปี 2050 ในโลกเศรษฐกิจอะไรจะเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งจากการคาดการณ์นี้พบว่าในปี 2050 เศรษฐกิจของประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน ,สหรัฐ และอินเดีย นั่นหมายความว่าในปี 2050 ตามการคาดการณ์นี้จีน และอินเดียจะก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจติด Top3 ของโลกเลยทีเดียว

"โดยเศรษฐกิจของจีนจะแซงขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในดอลลาร์เทอมในปี 2015 อีกไม่ถึง 15 ปี และแซงสหรัฐอเมริกาในปี 2040 ส่วนอินเดียจะแซงญี่ปุ่นในปี 2032 โดยเศรษฐกิจของอินเดียในปี 2050 จะใหญ่กว่าทุกประเทศยกเว้นจีน และสหรัฐ นี่เป็นศักยภาพของทั้ง 2 ประเทศในการเติบโต ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธความจริงข้อนี้ ในระยะยาวเศรษฐกิจของ 2 ประเทศนี้สื่อว่าทั้ง 2 ประเทศจะก้าวขึ้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ"

@ศักยภาพเชิงโครงสร้างที่ต่างกันของจีนและอินเดีย โดย ดร.เศรษฐพุฒิ ยังบอกอีกว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียเฉลี่ย 8-9% ต่อปี ในขณะที่จีนเองก็โตในระดับ 10-11% ต่อปี แล้วทั้ง 2 ประเทศน่าจะรักษาระดับการเติบโตในระดับที่สูงเอาไว้ได้ แม้ในอนาคตอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกโดยรวม จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงก็ตาม แต่จะเห็นว่าการเติบโตของจีน และอินเดียก็ยังอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้ไม่เหมือนกัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้ก็ต่างกัน

จีนจะเป็นการเติบโตที่พึ่งพิงอุตสาหกรรม มีการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศเข้ามา ค่อนข้างมากซึ่งมีการประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวจะยังคงสูงต่อเนื่องในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ในขณะที่อินเดียเศรษฐกิจ โตจากด้านบริการและการบริโภคในประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเองไม่ได้โตเท่าที่ควร

นอกจากนี้ การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในอินเดียต่ำกว่าจีนค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากความไม่พร้อมในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอินเดียเองที่ โตไม่ทันกับเศรษฐกิจของประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

"แม้ว่าตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้จะไม่เหมือนกัน แต่ปัญหาที่ทั้ง 2 เศรษฐกิจนี้จะต้องเจอคือ การที่เขาจะต้องก่อให้เกิดการจ้างงานให้ได้ แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็ช่วยในเรื่องของการจ้างงานค่อนข้างมาก ต้องยอมรับว่าในอินเดียถ้าภาคอุตสาหกรรมไม่โตเร็วความสามารถที่ จะดูดซับแรงงานที่ถูกปล่อยออกมาจากภาคเกษตรจะทำได้ไม่ดี จะเข้ามาในภาคบริการเองก็อาจจะทำได้ไม่ดีนัก ในขณะที่จีนแรงงานจากภาคเกษตรสามารถเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมรองรับได้ค่อนข้างดี"

@ภาครัฐถอยเหตุเบื้องหลังทำเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศเติบโต ดร.เศรษฐพุฒิ บอกว่าในช่วงที่ผ่านมา เราคงจะคุ้นเคยกับ "BRICs" ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่ บราซิล ,รัสเซีย ,อินเดีย และจีน แต่ใน 4 ประเทศนี้ตัวที่มีความสำคัญมากที่สุดคือ จีนกับอินเดีย

ข้อเท็จจริงคือ เศรษฐกิจจีนและอินเดียเติบโตขึ้นมาได้เพราะภาครัฐถอย แล้วปล่อยให้เอกชนเขาโตจึงถือว่าทั้ง 2 ประเทศนี้ สามารถจับกระแสของโลกาภิวัตน์ และกระแสเงินลงทุนของต่างชาติได้ค่อนข้างดี เมื่อก่อนจีนควบคุมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นควบคุมราคา ควบคุมดอกเบี้ย ควบคุมสินเชื่อ ควบคุมทุกอย่าง ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้โอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้ โอกาสที่ทรัพยากรจะไปในทิศทางที่ควรจะเป็นก็จะน้อยลง

ปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศโตได้ที่สำคัญจึงมาจากการถอยออกของภาครัฐเพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะประชากรของทั้ง 2 ประเทศมีมากมานานแล้ว แต่ประเทศเพิ่งมาโตในช่วงหลังเพราะภาครัฐถอย เปิดเศรษฐกิจมากขึ้น

"โดยเฉพาะจีนนี่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก(World Trade Organization

: WTO) เพราะมีเงื่อนไขสารพัดที่จีนต้องทำเพื่อที่จะเปิดเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น คือ รัฐเริ่มที่จะถอยกับการมีบทบาทในการควบคุมเศรษฐกิจ แล้วปลดปล่อยให้กระแสเงินลงทุนเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรมากยิ่งขึ้น อินเดียก็เช่นเดียวกัน"

@ความเสี่ยงที่ต่างกันของเศรษฐกิจจีนและอินเดีย เมื่อมองถึงโอกาสแล้วก็ต้องมามองถึงความเสี่ยงกันด้วย ดร.เศรษฐพุฒิ มองว่า ทั้งอินเดียและจีนถ้ามองในระยะยาวมีศักยภาพในการเติบโตที่มาจากปัจจัยพื้นฐานของประเทศจริงๆ แต่ก็มีจุดที่น่าจับตามองของเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ต่างกันออกไป

โดยอินเดียจะมีปัญหาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ไม่ง่าย การที่โครงสร้างพื้นฐานของอินเดียมีปัญหา ก็เนื่องมาจากเศรษฐกิจของอินเดียไม่ได้โตมานานมากแล้ว สมัยก่อนเศรษฐกิจอินเดียโตปีละ 3-4% ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ได้โตเท่าไร เพราะฉะนั้นอินเดียจึงเฉยในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานมานานมากๆ แต่พอเศรษฐกิจมันเริ่มโตจึงเจอปัญหาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างมาก อย่างเมืองมุมไบเมืองการค้าของอินเดียไปเจอโครงสร้างพื้นฐานแล้วจะหนาว ถนนเล็กและแคบมีหลุมเต็มไปหมด

ดร.เศรษฐพุฒิ เล่าว่าเคยมีโอกาสพบกับ ผู้ที่มีส่วนดูแลในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของอินเดีย เขาก็บอกว่าตัวเลขที่รัฐวางแผนเอาไว้ว่า จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเท่าโน้นเท่านี้ น่าจะทำไม่ได้ เพราะ 1)หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบมีข้อจำกัดในการที่จะทำตามแผนพอสมควร นี่จะต่างกับจีนและนั่นคือจุดแข็งของจีน 2)ทรัพยากรที่จะนำมาใช้เพื่อลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานนั้นต้องการมากมายมหาศาล เขาคำนวณตัวเลขมาว่าถ้าจะทำการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตามแผนที่รัฐบาลวางเอาไว้ นั่นหมายความว่าจะต้องดูดเงินจากการลงทุนภาคเอกชนจำนวนมหาศาล จนภาคเอกชนจะไม่เหลือทรัพยากรที่จะไปใช้ลงทุน

"ถามว่าแล้วอินเดีย ว่าจะสามารถกู้เงินมาลงทุนได้มากมายมั้ย ก็มีข้อจำกัดเพราะว่าอินเดียในแง่เศรษฐกิจของประเทศยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ ซึ่งถ้าไปกู้ยืมมากก็จะยิ่งขาดดุลมาก ดังนั้นในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นจุดอ่อนของอินเดียแล้วแก้ไขได้ไม่เร็วแล้วก็ไม่ง่ายด้วย"

ในขณะที่จีนเองที่น่าจับตามองจะเป็นเรื่องของเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาก เรื่องของราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นมามากเริ่มปรับตัวขึ้นมาแรง เช่น ราคาอสังหาริมทรัพย์ในอินเดีย หรือจีนก็ตาม หรือในตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก

@จีนและอินเดียเติบโตแบบฟองสบู่หรือไม่ เชื่อว่าเป็นคำถามที่นักลงทุนส่วนใหญ่ก็อยากจะรู้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ดร.เศรษฐพุฒิ ตอบว่า ถ้ามองการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ คือ จีนและอินเดีย คนมองด้วยความเป็นห่วงเพราะเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้เติบโตเร็วมาก มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะร้อนแรงเกินไป(Over Heat) มีโอกาสที่จะเกิดเป็นฟองสบู่แล้วแตกจนเศรษฐกิจตกลงมามั้ย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้โอกาสพวกนี้มีอยู่แล้วแต่ถ้าดูโดยรวมของทั้ง 2 ประเทศพบว่ายังไม่ค่อยน่าเป็นห่วงนัก ถ้าเศรษฐกิจร้อนแรงมาก แสดงว่าดีมานด์มากกว่าซัพพลาย หรือการใช้จ่ายมากกว่ารายได้ของประเทศ สิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นทันทีคือ "ดุลบัญชีเดินสะพัดต้องขาดดุล" เหมือนกับไทยช่วงก่อนวิกฤติ เพราะว่าการที่เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แสดงว่ารายจ่ายมากกว่ารายได้ของเรา

"แต่จีนทราบกันดีว่าบัญชีเดินสะพัดเกินดุลค่อนข้างมากประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) แสดงว่าจีนผลิตมากกว่าการบริโภคภายในประเทศที่เหลือก็ส่งออก นี่เป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าเศรษฐกิจจีนไม่ได้ร้อนแรงเท่าไร ในขณะที่อินเดียต่างออกไป ถ้าถามสัญญาณของ Over Heat ต้องบอกว่าอยู่ที่อินเดียมากกว่า เพราะจีนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล แต่อินเดียขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 3% ของจีดีพี จริงๆ หลักๆ ตัวที่ช่วยอินเดียคือ เรื่องของบริการ "

อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วคิดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของทั้ง 2 ประเทศจะเติบโตได้เฉลี่ยในระดับ 8-10% โดยมองว่าอินเดียเองเศรษฐกิจไม่น่าจะโตไม่ต่ำกว่าปีละ 5% ไปในอีก 30 ปีข้างหน้า เพราะในแง่ของประชากรอินเดียมีโครงสร้างประชากรที่อายุน้อยที่สุด คนที่จะอยู่ในวัยทำงานจะมีระยะเวลายาวนานขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจอื่นๆ ของโลกจะมีประชากรในวัยแรงงานที่เริ่มอ่อนตัวลง

@จุดแข็งที่ต่างกันของจีนและอินเดีย ดร.เศรษฐพุฒิ บอกว่า จุดแข็งของจีนจะเป็นในเรื่องของประสิทธิภาพในการผลิตที่ดี และการแปลงนโยบายต่างๆ ของภาครัฐมาสู่ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ แต่อินเดียเองก็มีจุดแข็งที่แตกต่างกันออกไป โดยอินเดียมีความยืดหยุ่นทางการปกครองที่สูงกว่า

นอกจากนี้ จุดแข็งอีกอันของอินเดียคือ มีบริษัทที่มีธรรมาภิบาลติดอันดับโลก(World Class Corporations) ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะบริษัทเหล่านี้เติบโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ต้องแข่งขัน แล้วเป็นการเติบโตเพื่อที่จะขึ้นมาแข่งขันในระดับโลกเลย ซึ่งมีบริษัทอินเดียหลายแห่งที่ติดอันดับโลกในปัจจุบัน ความน่าสนใจอยู่ที่ในอดีตอินเดียปิดประเทศมาตลอด อยู่ในฐานะที่เป็นผู้บริโภคคุณเลือกไม่ได้คุณต้องเป็นผู้บริโภคตลอด แต่ความที่อินเดียต้องการไปแข่งขันกับโลกจากเดิมที่เขาไม่มีอะไรเลย แต่ขณะนี้อินเดียเริ่มเปิดประเทศ แล้วบริษัทในประเทศเขาก็ปรับตัวได้เร็วมากมันสื่อถึงว่าศักยภาพของบริษัทอินเดียที่มีค่อนข้างสูง

"ต่างกับจีนที่อยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ 9-10% ต่อปี มานานมากแล้ว เหมือนไทยตอนวิกฤติที่มีโอกาสที่กราฟจะพลิกกลับลงมาได้ แต่ของอินเดียเศรษฐกิจเขาเหมือนกับผ่านจุดที่สโลว์ดาวน์มาแล้ว มันถูกกดดันมาแล้วระดับหนึ่ง บริษัทในอินเดียจึงถือเป็นจุดแข็งของอินเดียเลย"

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลคร่าวๆ ที่น่าจะทำให้คุณรู้จักกับจีนและอินเดียได้มากขึ้นไม่มากก็น้อย เพื่อประโยชน์ในการลงทุนของคุณเองในอนาคต

1 comments:

ศึกษาต่อต่างประเทศ said...

ขอบคุณมากครับ สำหรับบทความดีๆ

Template by : kendhin x-template.blogspot.com